Instagram Content วิธีทำ Online Marketing สุดฮิต ที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรพลาด!

การทำ Online Marketing ผ่าน Instagram นั้นนับว่าเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากแพลตฟอร์มนี้สามารถสร้างความดึงดูดใจให้กับกลุ่มเป้าหมายผ่านการนำเสนอภาพที่สวยงาม นอกจากนี้รูปแบบการใช้งานของ Instagram ยังทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใจตัวแบรนด์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย นับว่าเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างฐานลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สำหรับตัวคอนเทนต์ในการทำ Online Marketing บน Instragram จะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละแบรนด์ ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าจะเน้นวิธีการในการทำให้เกิดความสนใจกับกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นการใช้รูปภาพที่มีความโดดเด่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย การจัดแคมเปญที่ทำให้กลุ่มลูกค้าสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ หรือการจัดโปรโมชั่นเป็นต้น นอกจากนี้ตัวฟีเจอร์ของ Instagram หรือเครื่องมืออื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องก็ยังได้มีการพัฒนารูปแบบเพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์และสร้างความสะดวกในการทำธุรกิจอีกด้วย 

ในปัจจุบันแบรนด์ดังต่าง ๆ หลายแบรนด์ก็ยังคงใช้ Instagram ในการเข้าถึงลูกค้าและโปรโมทธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์ Nike  ที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ในการโปรโมทสินค้าโดยวิธีการสร้างคอนเทนต์ผ่านการใช้ภาพของสินค้าเป็นหลักเพื่อแสดงให้เห็นความโดดเด่นของสินค้าเป็นต้น

 

ธุรกิจที่เหมาะกับการทำ Instagram Content 

ถ้าเราต้องการที่จะทราบว่าธุรกิจของเรานั้นเหมาะกับแพลตฟอร์มนี้หรือไม่ เราจำเป็นที่จะต้องทำการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าของเราก่อนว่าเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทไหนและต้องทราบว่ากลุ่มผู้ใช้งาน Instagram เป็นใครด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยส่วนมากมักจะเป็นผู้ใช้งานที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี ที่ชอบดูทั้งภาพและวีดีโอมากกว่าเนื้อหาที่เป็นข้อความ ซึ่งจะตอบโจทย์อย่างมากสำหรับธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในช่วงวัยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ SME ที่จำหน่ายทั้งสินค้าหรือบริการ หรือแม้กระทั่งธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นก็สามารถใช้ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

 

Feature ต่าง ๆ บน Instagram ที่คุณไม่ควรพลาด 

การนำ Instagram เข้ามาใช้เป็นวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างง่ายในการเริ่มต้นทำธุรกิจเนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับตัวแอพพลิเคชันเองก็ได้มีการพัฒนาและเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อรองรับการทำธุรกิจซึ่งสำหรับฟีเจอร์ที่ไม่ควรพลาดในปัจจุบันมี ดังนี้

  1. ฟีเจอร์ในการตั้งค่าบัญชีให้เป็นบัญชีที่เป็นทางการหรือบัญชีธุรกิจ

การใช้ฟีเจอร์นี้สำหรับบัญชีธุรกิจจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือกับธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เพราะจะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใจได้ว่าเราเป็นธุรกิจประเภทใด ขายสินค้าอะไร

  1. ฟีเจอร์ Instagram Stories

เป็นฟีเจอร์สำหรับการลงวีดีโอหรือรูปภาพในระยะเวลาที่จำกัด 15 วินาที สามารถใช้สำหรับโปรโมทด้วยการซื้อโฆษณาได้ 

  1. ฟีเจอร์การ Live 

ฟีเจอร์ที่ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงลูกค้าและสามารถตอบคำถามได้อย่างเรียลไทม์ ซึ่งจุดนี้ เหมาะอย่างมากกับแบรนด์หรือธุรกิจที่ค่อนข้างมีฐานผู้ติดตามแล้ว

  1. ฟีเจอร์ IG Shopping

ช่วยทำให้การขายนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยที่คุณสามารถใส่ราคาและรายละเอียดของสินค้าเข้าไปได้ เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า

  1. ฟีเจอร์ Analytics Tools

ฟีเจอร์ในการช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลการเข้าถึงของผู้คน ทำให้สามารถนำไปวิเคราะห์และวางแผนการตลาดได้ในครั้งต่อไป

  1. ฟีเจอร์ Carousel

เป็นฟีเจอร์ที่สามารถรวมโพสต์หลาย ๆ โพสต์ไว้ในโพสต์เดียว ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใจถึงตัวผลิตภัณฑ์แต่ละตัวของแบรนด์ได้มากขึ้น

 

แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากฟีเจอร์ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว การสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจให้กับแบรนด์ก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้จำเป็นที่จะต้องควบคุมให้ดี ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของคอนเทนต์ เวลาและความถี่ในการโพสต์ รูปภาพในการนำเสนอที่มีความน่าสนใจมากพอ ซึ่งการควบคุมและดูแลเรื่องเหล่านี้ในบางครั้งธุรกิจอาจจะจำเป็นที่จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแล โดยเฉพาะเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการทำ Online Marketing ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบน Instagram เพื่อสร้างความดึดดูด และช่วยให้ลูกค้าเข้าใจแบรนด์หรือธุรกิจของคุณมากยิ่งขึ้น ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ 

ส่องเทรนด์การทำการตลาดผ่าน Influencer บน TikTok ทำยังไงให้ปัง!

ในช่วงที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักแอพพลิเคชันที่ชื่อ “TikTok” ที่เป็นแพลตฟอร์มบน Social Media ในรูปแบบของ Short Video Content ซึ่งถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีการเติบโตได้รวดเร็วที่สุดในปัจจุบันนับตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัทปี 2016 มียอดดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 1,000 ล้านครั้ง เรียกได้ว่าเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว 

 

ทำไมธุรกิจถึงควรทำการตลาดบน TikTok

ด้วยตัว “TikTok” ซึ่ง เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ทุกคนสามารถสร้างคอนเทนต์วีดีโอสั้น ๆ 15 วินาที โดยการใส่เพลงและ AR Effect ต่าง ๆ จนทำให้เกิดวีดีโอไวรัลและมีมต่าง ๆ มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถทำการตลาดผ่าน Influencer บนช่องทางนี้ได้เช่นกัน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายและยังสร้างสรรค์เป็น Influencer Viral Content ที่สามารถสร้างยอด Engagement ได้ดีกว่าช่องทางอื่น ๆ อีกด้วย 

การทำการตลาดบน TikTok หากคุณสามารถทำเป็น Challenge หรือ Campaign ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจคุณได้อย่างดีเยี่ยม เช่น Uniqlo สร้างแคมเปญชื่อว่า “UTPlayYourWorld” โดยให้ผู้เล่นใส่เสื้อยืด UT By Uniqlo เต้นประกอบเพลงตาม Effect ซึ่งได้รับผลตอบรับที่เกินคาดจากกิจกรรมนี้ ส่งผลให้ยอดขายเสื้อยืด UT By Uniqlo โตขึ้นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จทั้งยอดขายและการสร้าง Awareness ของธุรกิจ

 

5 เหตุผลที่ควรทำการตลาดผ่าน Influencer บน TikTok

1. ธุรกิจจะเข้ามาทำการตลาดบน TikTok มากขึ้น

เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในคนทั่วไปหรือแม้กระทั่ง Influencer ต่าง ๆ ก็ให้ความสนใจกับ TikTok ทำให้ธุรกิจเห็นถึงช่องทางในการทำการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจของตนเองผ่านแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งการจะเข้ามาในโลก TikTok นั้น ธุรกิจต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้เล่นก่อน ว่าคนใน TikTok ชื่นชอบคลิปแบบไหน การเข้าใจผู้เล่นได้มากเท่าไหร่ ก็ย่อมสร้าง Engagement ได้มากเท่านั้น

2. ธุรกิจทำโฆษณาวีดีโอมากขึ้น

จากสถิติพฤติกรรมของคนในปัจจุบันใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการดูวีดีโอออนไลน์ ด้วยความต้องการของผู้ชมที่มากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทหรือธุรกิจต่าง ๆ จะพยายามทำการตลาดรูปแบบวีดีโอมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการทำวีดีโอในอดีตดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ต้องจ้าง Production ต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันเพียงแค่คุณมีสมาร์ทโฟนกับ TikTok ก็สามารถสร้าง Viral Content ได้ หรือนอกจากนี้ยังสามารถจ้างกลุ่ม Influencer ที่มีผู้ติดตามใน TikTok มาช่วยสร้างวีดีโอสนุก ๆ ได้อีกด้วย

3. TikTok จะเข้าสู่แพลตฟอร์มแห่ง Social Commerce

จากข้อมูลปลายปี 2020 TikTok ประกาศร่วมมือกับแพลตฟอร์ม E-Commerce ชั้นนำ “Shopify” ด้วยการสร้างโฆษณาบน TikTok และเชื่อมไปยังหน้าร้านเพื่อปิดการขายบน Shopify เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ Creator ต่าง ๆ ที่มีร้านค้าบน Shopify ซึ่งจะตอบโจทย์มากสำหรับธุรกิจบ้านเรา เพราะบางแบรนด์ไม่ได้ยิงแอด แต่ก็สามารถสร้างวิธีการขายของให้คนรู้สึกอยากซื้อของได้ หากทำคลิปออกมาเข้าถึงลูกค้า ตอบโจทย์ ยอดออเดอร์ก็พุ่งอย่างถล่มทลาย

4. ทำ Challenge ผ่านการใช้ Hashtag

หนึ่งในเทรนด์บน TikTok ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้นั่นคือ Hashtag Challenges เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เล่นทำ Video Content แข่งกันแล้วโพสต์บน TikTok พร้อมใช้ Hashtag ที่แต่ละแบรนด์ระบุไว้ แม้แต่ Universal Picture ก็เคยทำการตลาดผ่าน Hashtag Challenges เพื่อโปรโมทภาพยนตร์เรื่องใหม่ ซึ่งผลที่ได้คือ มียอดไลค์มากกว่า 1.3ล้านครั้ง ผู้เข้าร่วม 19,000 คนและมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นกว่า 11,000 คน

5. คนให้ความสำคัญกับ Nano Influencer และ Real Content มากกว่า

ผู้ใช้งานบน TikTok ให้ความสนใจกับ Nano Influencer ในการทำ Real Content มากกว่าคอนเทนต์ที่ปรุงแต่ง จะเห็นได้จากคอนเทนต์ “Behind the Scenes” ได้รับความนิยมอย่างมากบน TikTok เพราะเป็นคอนเทนต์ที่ช่วยให้คนดูได้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของบุคคลหรือแบรนด์นั้น ๆ ว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ใครอยู่เบื้องหลังบ้าง โดยไม่ได้ปรุงแต่ง หรือประดิษฐ์ประดอยในคอนเทนต์นี้ ดังนั้นหากธุรกิจสามารถเลือกกลุ่ม Influencer ที่มีความ Real ในการทำ Content ก็จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างแบรนด์ดังที่ทำการตลาดผ่าน TikTok

1. Coca-Cola โค้กพร้อมชื่อ ปรากฎการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วของ Coca-Cola ครั้งนี้กลับมาอีกครั้ง แต่เลือกใช้ช่องทาง TikTok เป็นช่องทางในการสร้าง Awareness เข้าถึงลูกค้าผ่านออนไลน์ โดยการเชิญชวนให้ผู้บริโภคโชว์ Step ในการ Shake บน TikTok แล้วใส่ #ShareaCokeChallenge เพียงซื้อโค้กที่เป็นกระป๋องหรือขวดในชื่อของตนเองหรือใครก็ได้ ส่งให้กันผ่านเพลง “ชื่อเราอยู่ไหน” โดย Urboy TJ ซึ่งทำให้ผู้บริโกคมีการออกไปตามหาสินค้าในชื่อของตัวเองเพื่อร่วมกิจกรรม ถือเป็นการ Tie-in สินค้าและผสมผสานกับความสนุกได้อย่างลงตัว

2. Shopee สร้างสรรค์โฆษณาบน TikTok ในรูปแบบ Top View สำหรับโปรโมทแคมเปญ “ช้อป 12.12” ที่มีเนื้อหา Hard Sell แต่มีความสนุก น่าติดตาม โดยใช้เสียงหัวเราะเอกลักษณ์จาก กิ๊ก สุวัจนี บอกเลยว่าโดนใจจริตคนไทยและทำให้คนสามารถจดจำแคมเปญนี้ได้เป็นอย่างดี

3. HUAWEI ทำแคมเปญ #HUAWEIWatchFit เล่าเรื่องผ่าน Smart Watch โดยการสร้าง Challenge Campaign พร้อม Effect ให้ทุกคนขยับร่างกายตามท่าออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยให้การออกกำลังกายนั้นสนุกและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม

 

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าธุรกิจขนาดใด ก็สามารถทำการตลาดหรือโฆษณาบนแพลตฟอร์ม TikTok ได้ ผ่านInfluencer และการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Hashtag Challenge, วีดีโอสั้น หรืออื่น ๆ อีกหลากหลายวิธี และสามารถทำออกมาได้น่าสนใจ สามารถสร้าง Brand Awareness อีกทั้งสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ใช่ว่าทุกวีดีโอที่เผยแพร่ออกมานั้น จะประสบความสำเร็จ เพราะการทำการตลาดผ่าน TikTok ต้องอาศัยความชำนาญและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะสามารถสร้างสรรแคมเปญหรือวีดีโอต่าง ๆ ออกมาได้

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการทำการตลาดบนแพลตฟอร์ม TikTok  ไม่ว่าจะเป็น การสร้างสรรค์วีดีโอ คิดแคมเปญหรือกิจกรรมให้ไวรัลเพื่อสร้าง Awareness และช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

ที่มา: Oberlo, Techsauce

สื่อสิ่งพิมพ์ในยุคปัจจุบันยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

สื่อสิ่งพิมพ์ คือ สื่อที่ถูกจัดพิมพ์ขึ้นโดยวิธีต่าง ๆ จนเป็นชิ้นงาน เช่น  แผ่นพับ โบรชัวร์ โปสเตอร์ต่าง ๆ  ซึ่งมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เช่น นำเสนอข่าวสารบันเทิง ข้อมูลที่ให้ความรู้ หรือคำแนะนำ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นต่อธุรกิจให้กับลูกค้า

ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ทำให้ “สื่อสิ่งพิมพ์” ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จึงทำให้ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคดิจิทัลมากขึ้น เช่น ในอดีตมีการใช้โบรชัวร์ในรูปแบบของกระดาษ แต่ในปัจจุบันก็ได้มีการปรับเปลี่ยนการทำโบรชัวร์ให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์ ทำให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดดูโบรชัวร์หรือข้อมูลอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม ซึ่งการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นทั้งในออนไลน์หรือออฟไลน์ ก็จะมีหน้าที่และประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่องทางการรับรู้ข่าวสารของกลุ่มลูกค้าและประเภทของธุรกิจว่าเหมาะสมกับสื่อในรูปแบบไหน ทั้งนี้สื่อสิ่งพิมพ์ออฟไลน์ในบางประเภทก็ยังคงเป็นที่นิยมใช้อยู่เช่นกัน

 

ประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ยังคงใช้งานในปัจจุบัน

  • สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีข้อมูลหรือเนื้อหาในเชิงการให้ความรู้ เช่น หนังสือเรียน หนังสือสารคดี หรือหนังสือให้ความรู้เฉพาะเรื่องต่าง ๆ
  • สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร คือสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นการให้ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น วารสาร หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ โบรชัวร์ ฯลฯ 
  • สื่อสิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นสำหรับการใช้งานพิเศษในแต่ละงาน เช่น นามบัตร ปฏิทิน เป็นต้น
  • สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนี้จะเป็นสื่อสำหรับการใช้งานในคอมพิวเตอร์หรือโซเชียลมิเดีย เช่น E-book เป็นต้น

 

ข้อดีของสื่อสิ่งพิมพ์

1. Marketing Channel (ช่องทางการตลาด)

นักการตลาดเชื่อว่ากลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีนั้น จะต้องผสมผสานระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าอยากที่จะใช้สินค้าและบริการมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริโกคมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ่านโซเชียลมิเดียและผ่านทางออฟไลน์ ก็ควรจะเลือกรูปแบบของสื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ และสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของคุณ

2. สร้างเอกลักษณ์และความประทับใจแรก

สื่อสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความประทับใจแรกให้แก่ลูกค้า เช่น นามบัตรที่ประทับตราโลโก้ เอกลักษณ์เฉพาะของร้าน โบรชัวร์ แพ็คเกจจิ้งสินค้าซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของบริษัท ดังนั้นการดีไซน์ที่ดีจะช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

3. สร้างความน่าเชื่อถือ

สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร แคตตาล็อก โบรชัวร์ นามบัตร ป้ายแบนเนอร์ ฯลฯ ต้องผ่านกระบวนการที่ต้องตรวจสอบก่อนจัดพิมพ์ ทำให้ตัวเนื้อหานั้นจะมีความแม่นยำมากกว่าสื่อออนไลน์ เนื่องจากในสื่อออนไลน์เราสามารถแก้ไขข้อมูลได้ตลอดเวลา แต่ในทางกลับกันสื่อสิ่งพิมพ์จะต้องถูกตรวจสอบให้ถูกต้องทั้งหมดก่อนเผยแพร่

4. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

เราสามารถใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในการสร้างการรับรู้ และโฆษณาแบรนด์ในพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจง เช่น การติดป้ายแบนเนอร์หน้าร้าน หรือตามพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงได้ผลลัพธ์ที่ดี

5. กระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์ได้ง่าย

จะเห็นได้ว่าการใช้สื่อออนไลน์ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักไม่ชอบโฆษณาและเลือกที่จะปิดรับโฆษณาไปอย่างรวดเร็ว หรือมากกว่านั้นอาจเกิดการบล็อกช่องทางการติดต่อสื่อสารของเราทันที แต่ในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์นั้นลูกค้ามีพฤติกรรมที่แตกต่างไป เช่น การตั้งป้ายอีเว้นท์ต่าง ๆ ภายในห้างสรรพสินค้าในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเข้างาน และซื้อสินค้าของเราในทันที ซึ่งจะสามารถสร้าง Engagement กับลูกค้าได้ง่ายกว่าทางออนไลน์

 

ถ้าทำธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการ ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์แทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของบริษัทโดยตรง การแพร่กระจายข่าวสารสินค้าของเราผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นพับ โบรชัวร์ หรือใบปลิวต่าง ๆ นั้นจะช่วยให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น หากเรามีการออกแบบและวางแผนที่ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์รวมไปถึงความเชี่ยวชาญความชำนาญเฉพาะด้านมาพิจารณาอย่างละเอียดในทุกจุด จึงจะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์นั้นออกมาดีและมีคุณภาพสูง เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารกับลูกค้าแทนคุณ สร้างการจดจำ และช่วยให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการทำออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์  ไม่ว่าจะเป็น แผ่นพับ โบรชัวร์ โปสเตอร์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

จ้าง Inhouse VS Outsource แบบไหนปังกว่า ?!

#สรุปจากClubhouse จ้าง Inhouse VS Outsource แบบไหนปังกว่า ?!

.

1. ความหมายของ Inhouse VS Outsource

  • Inhouse คือ การจ้างคนในทำกันเองในบริษัท หรือในองค์กร
  • Outsource คือ การจ้างคนภายนอกองค์กร จ่ายเงินให้คนอื่นมาทำงานให้เรา เช่น ฟรีแลนซ์, Agency

 

2. ข้อดีและข้อเสียของ Inhouse (ในมุมมองของ Brand และ Agency)

ข้อดี Inhouse มุมมอง Brand

  • เข้าใจในธุรกิจของตนเองมากกว่าคนอื่น เช่น ข้อมูลที่เป็น confidential (ex: ข้อมูลกำไรขาดทุน) 

  • เข้าใจเรื่อง Limitation มากกว่า

ข้อดี Inhouse มุมมอง Agency

  • ควบคุมเวลาและงบประมาณได้ เช่น หากลูกค้าต้องการแก้งานเยอะหรือซับซ้อน สามารถลด Cost / Man hour ได้

  • เข้าใจความเป็น Brand ว่า Style, Mood&Tone เป็นยังไง

ข้อเสีย Inhouse มุมมอง Brand

  • อาจทำให้เราขาดมุมมองใหม่ ๆ ในบางครั้ง เนื่องจากอยู่กับแบรนด์ทุกวัน จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์จำเป็นต้องจ้าง Creative agency 

  • ขาด Fresh Perspective ในการทำงานหรือคิดงาน เพราะเราอยู่กับสินค้าหรือแบรนด์มานาน อาจทำให้ไม่มีไอเดียใหม่ ๆ อาจจะขาดในอีกมุมมองที่คนนอกมองเข้ามา

ข้อเสีย Inhouse มุมมอง Agency

  • Costing ที่เพิ่มเติมมาจากบาง Skill Set ที่เรายังไม่มี อาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม ต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าไหม

  • ขาด Fresh Idea ภายใน Agency เอง

3. ข้อดีและข้อเสียของ Outsource (ในมุมมองของ Brand และ Agency)

ข้อดี Outsource มุมมอง Brand

  • Skill เก่งเฉพาะด้าน ที่ทางแบรนด์ไม่มีหรือขาด แต่ทาง Outsource มีและทำได้ดีกว่าหรือเชี่ยวชาญกว่า

  • Outsource มี Connection ที่ดีกว่ากับธุรกิจอื่น ๆ เช่น Media Agency อาจจะมีการเชิญ Facebook หรือ Google มาอัพเดทเรื่อง Tools ใหม่ ๆ

  • การต่อรองที่ดีกว่า เช่น การต่อรองเรื่องราคา

ข้อดี Outsource มุมมอง Agency

  • มี Skill Set เฉพาะทาง (Deep Skill) ที่ตัวAgency ไม่มี

ข้อเสีย Outsource มุมมอง Brand

  • ข้อมูลที่เป็น Confidential ที่ไม่ได้อยากให้ผู้อื่นรู้อาจจะหลุดและทำให้เกิดความเสียหายได้

  • ค่อนข้าง Take Time ในการทำให้ Outsource เข้าใจและอินกับแบรนด์

ข้อเสีย Outsource มุมมอง Agency

  • เกิด Upfront Cost ราคาบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ เช่น ค่า Creative Fee / Management Fee

  • ใช้ระยะเวลาในการ Brief หรือ Connect เข้ากับแบรนด์ค่อนข้างนาน

4. ควรแบ่งสัดส่วน Inhouse กับ Outsource อย่างไร

มุมมองของ Brand

  • Total Organization (มองในภาพรวมทุกแผนกในบริษัท) : 60% Inhouse, 40% Outsource

  • E-Commerce/ Marketing Sales  : 70% Inhouse, 30% Outsource

 

*ไม่ได้มีสัดส่วนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับ Campaign ด้วยว่าจะต้องการอะไร ใช้อะไรบ้าง ต้องเช็คสิ่งที่มีอยู่ว่าอยากได้อะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องหา Gap สิ่งที่มีกับสิ่งที่อยากได้ และสิ่งที่จะต้องทำนั้นเป็นโปรเจคระยะสั้นหรือระยะยาว คุ้มค่าที่จะลงทุนไหม?

มุมมองของ Agency

ไม่ได้มีการกำหนดที่ตายตัว อยู่ที่งบประมาณและศักยภาพของทีม แต่ส่วนใหญ่การใช้งาน Inhouse กับ Outsource จะทราบชัดเจนตั้งแต่ตอนรับ Brief งานจากลูกค้าแล้วว่าส่วนไหนที่เราทำได้ ส่วนไหนที่เราขาด

(ซึ่งจริง ๆ การรับสมัครหาทีม Inhouse ใน Agency จะเน้นเป็น Skill Plus One คือ 1 ตำแหน่งสามารถทำได้มากกว่า 1 อย่าง)

  • แชร์ประสบการณ์การเลือก Agency ของลูกค้า

ลูกค้าบางเจ้าเห็นผลงานมาก่อนแล้ว รู้ว่าใครทำอะไรได้ดี เจ้าไหนมีผลงานถูกจริตกับลูกค้า ก็จะเลือกเจ้านั้น ซึ่งในตัวงานต่าง ๆ ที่เคยทำมาจะสามารถสื่อถึง Logic of Thinking ของคนทำได้ แต่ลูกค้าบางเจ้าก้ยังมีความไม่แน่ใจว่าต้องการแบบไหน อาจจะ Explore Outsource เจ้าอื่น ๆ เพิ่มเติมก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

5. วิธีการเลือก Outsource ที่มีคุณภาพ

มุมมองของ Brand

  • ฟังจากเพื่อนหรือ Marketing คนอื่น ๆ ที่รู้จักว่ามี Outsource เจ้าไหนดีบ้าง (WOM : Word of Mouth)

  • หากมี Agency ที่ตรงใจหรือเคยทำงานด้วยอยู่แล้วก็จะเก็บไว้ใน List (หายากมาก)

  • ทำ Pitching คือ การลองโยนโจทย์ให้ Agency ทำมาขายเลย

 

* ในบางครั้งการ Pitching ก็ต้องระวังเรื่อง Bias เช่น มีเจ้าในใจอยู่แล้ว ซึ่งลูกค้าจะแก้ปัญหานี้โดยการไม่เข้า Evaluation ในการเลือก Outsource ครั้งนั้น

**มีบาง case ที่ชอบงานของตัวบุคคลนั้นจริง ๆ ถ้าคนที่ทำงานท่านนั้นย้ายที่ทำงานก็จะย้ายตามมาด้วย

มุมมองของ Agency

  • หา Connection ใกล้เคียงก่อน

  • สร้างโจทย์หลอก ให้ทาง Outsoure ลองทำเพื่อเป็นการทดสอบ Skill ว่าตรงกับที่เราต้องการไหม

6. คำแนะนำในการร่วมงานกับ Outsource

มุมมองของ Brand

  • คิดเสมอว่าเขาไม่รู้จักเรา ทำให้เราจะต้อง Force ทาง Outsource ให้เขารู้สึกอินกับโจทย์และเข้าใจแบรนด์มากที่สุด 

  • แจ้งโจทย์ให้ชัดเจนว่าอยากได้และไม่อยากได้อะไร

  • ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะทุก ๆ outsource ก็จะมี Culture, Policy หรือ Timeline เป็นของตนเองที่ทำมาอยู่แล้ว

มุมมองของ Agency

  • มองว่า Outsource เป็น Partner กับเรา ต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน (Trust) 

  • พูดความต้องการของเราให้ชัดเจน 

  • การให้โจทย์ก็จะต้องไม่ Fix จนปิด Idea ของ Outsource ทั้งหมด แต่จะต้องโยนโจทย์เผื่อให้ทาง Outsource ได้คิดและมี Space เป็นของเขาเองด้วยเช่นกัน

     

*ถ้า Smooth ตั้งแต่แรก Process ถัดไปก็จะราบรื่น ทำงานได้ง่ายขึ้น

Q&A

 

Q1. สถานกาณ์ไหนควรใช้ Inhouse หรือ Outsource

A : ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของโจทย์ ถ้าเป็น Campaign สั้น ๆ ก็จะใช้ Outsource ถ้าเป็น Campaign ยาว ๆ หรือ Always on จะใช้เป็น Inhouse เพราะถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน

.

Q2. กำลังทำธุรกิจเสื้อผ้าและมีการศึกษา SEO ด้วยนิดหน่อย ควรเรียนรู้ต่อด้วยตัวเองหรือควรจ้าง Outsource ดี?

A : การดำเนินการเองก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ เนื่องจากปัจจุบันก็มีการสอนผ่านออนไลน์จำนวนมาก แต่ถ้าแนะนำก็แนะนำให้จ้าง Outsource ก่อนดีกว่า เป็นตัวช่วยในการเริ่มต้น Shortcut ที่ดี ให้เขาตั้งหลักให้เรา จะทำให้เราได้เรียนรู้จากการทำจริง ๆ ผ่าน Outsource

.

Q3. มีวิธีหรือแนะนำการเลือก Outsource สำหรับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้นยังไง?

A : หาหลาย ๆ ตัวเลือก อาจจะลองเลือกคุยประมาณ 3 เจ้า ลองถามคำถามแต่ละเจ้าดู ถ้าคนไหนที่เราถามแล้วรู้สึกว่าเราอยากถามเขาอีกเยอะ ๆ เคมีดูเข้ากันได้ แสดงว่าคนคนนั้นอาจจะเป็นคนที่ใช่ก็ได้ หรืออาจจะลองถามจากคนรู้จัก คนในธุรกิจเดียวกันก็ได้ว่าพอจะมีใครที่รู้จักหรือไม่

 

ขอขอบคุณ Moderator และ Speaker ทุกคนที่มาแชร์ข้อมูลดี ๆ กันนะคะ

 

Moderator

1. เพิท พงษ์ปิติ ผาสุขยืด (@pertpp)

อดีตคนเอเจนซีโฆษณา ผู้ก่อตั้งสื่อ Ad Addict

2. แท๊ป ดวิษ ประภายนต์ (@dawitp)

นักการตลาดแบรนด์ดัง เจ้าของรายการ Stat & Start Podcast และช่อง SAS สตูดิโอ

 

Speaker

1. พรทิพา ลีลาสง่าทรัพย์ (@oiloil)

Account Management Director 

2. พรหมเมศวร์  นิลวิไลภร (@pote_phrommeth)

B2B E-commerce manager

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อย แล้วพบกันใน Clubhouse Session ถัดไปจากทาง Fastwork ได้เร็ว ๆ นี้

เทคนิคการสร้างแบรนด์สำหรับเริ่มต้นธุรกิจในปี 2021

“การสร้างแบรนด์ (Branding)” คืออะไร? 

การสร้างแบรนด์ หรือ Branding คือกิจกรรมทางการตลาดที่ใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ของคุณได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้าผ่านตัวแบรนด์ได้อีกด้วย ซึ่งการสร้างแบรนด์ในมุมมองของลูกค้า จะช่วยให้บริษัทและผลิตภัณฑ์ของคุณนั้นแตกต่างและโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

 

ทำไมการสร้างแบรนด์จึงสำคัญ?

ในการเลือกซื้อสินค้าแต่ละประเภทที่มีความคล้ายคลึงกัน ทำให้ผู้บริโภคมีปัจจัยในการเลือกซื้อเพียงแค่ไม่กี่ปัจจัยเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือ “การรู้จักหรือความคุ้นเคย” ซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างแบรนด์นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ SMEs หรือธุรกิจขนาดใหญ่ การสร้างแบรนด์ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้การสร้างแบรนด์ยังช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทได้อีกด้วย ยิ่งแบรนด์ของคุณมีชื่อเสียงมากเพียงใด ก็จะยิ่งสามารถสร้างมูลค่าให้กับตัวแบรนด์ได้มากขึ้นเท่านั้น เช่นแบรนด์เนมต่าง ๆ ที่มีมูลค่าและชื่อเสียง เพียงแค่นำโลโก้ไปใส่กับสินค้าใด ๆ ก็สามารถขายสินค้านั้น ๆในราคาที่สูงขึ้นได้ทันที

 

เทรนด์การสร้างแบรนด์ในยุค New Normal

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จากสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดพฤติกรรมที่เป็น New Normal หลากหลายรูปแบบและส่งผลให้เทรนด์ในการสร้างแบรนด์ของสินค้านั้นแตกต่างไปจากเดิม ผู้บริโภคมักให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ให้ความสนใจในด้านสุขภาพ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าแบรนด์นั้นอยู่เคียงข้างลูกค้าเสมอ นอกจากนี้การแสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของแบรนด์ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เราต้องแสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าจุดมุ่งหมายหลักของธุรกิจไม่ใช่การทำยอดขาย แต่เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น เช่น การปลูกป่า การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ หรือการรักษาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภคในการเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้

 

เทคนิคการสร้างแบรนด์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ

1. วิเคราะห์และทำความเข้าใจสินค้าของเรา

ในการสร้างแบรนด์ สิ่งแรกที่เราควรทำ คือ การวิเคราะห์และทำความเข้าใจในสินค้าของเราก่อนว่า สินค้าของเรานั้นมีจุดเด่น ข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง มองหาถึงจุดขายของสินค้า และความแตกต่างของสินค้าเราเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (Brand Positioning) เพื่อที่จะสามารถนำไปวิเคราะห์และพัฒนาปรับปรุง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องและถูกจุด

2. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

การศึกษาข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้เราสามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี เราควรศึกษาว่า เขาคือใคร อายุเท่าไหร่ ชอบอะไร ยิ่งเรารู้ข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เราสามารถสร้างแบรนด์และสินค้าออกมาได้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้นเท่านั้น ทำให้เราสามารถสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ได้ตรงใจกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ส่งผลต่อยอดขายที่ดีในอนาคต

3. กำหนดคุณค่าหรือสิ่งที่จะสร้างให้กับกลุ่มลูกค้า

การกำหนดสิ่งที่จะสร้างคุณค่า (Brand Value) ให้กับกลุ่มลูกค้านั้น สามารถทำได้โดยการทำให้เป็นพันธกิจ สโลแกนของแบรนด์หรือรูปแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายในการย้ำเตือนตัวเราและผู้ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ทั้งหมดให้เข้าใจถึงตัวแบรนด์อย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้จะทำให้ลูกค้ามองเห็นถึงคุณค่าที่แบรนด์ตั้งใจสร้างขึ้นมา ส่งผลให้ลูกค้าสามารถจดจำและนึกถึงแบรนด์ของเราเป็นลำดับแรก ๆ

4. ศึกษาแบรนด์คู่แข่ง

เราควรศึกษาคู่แข่งที่อยู่ในตลาดเดียวกันกับเรา ว่ามีการวางแผนในการสร้างแบรนด์อย่างไร ดูเสียงตอบรับของลูกค้า (Consumer Voice) แนวทางการสื่อสารของคู่แข่งกับลูกค้าว่าใช้วิธีใด เพื่อให้เราเข้าใจธุรกิจประเภทนี้มากยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถสร้างแบรนด์ที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง และสร้างจุดขาย เอกลักษณ์ของแบรนด์เราได้

5. ออกแบบโลโก้ของแบรนด์

อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญในการสร้างแบรนด์ก็คือ ‘โลโก้’ เพราะเป็นสิ่งที่จะแสดงให้ลูกค้าเห็นเราเสมอในทุก ๆ ที่ ตั้งแต่เว็บไซต์ นามบัตร ไปจนถึงโฆษณาออนไลน์ของคุณ หลายคนอาจคิดว่าเราจำเป็นต้องลงทุนกับโลโก้เลยหรือ คำตอบก็คือ การที่คุณมีโลโก้ที่ดี ก็จะทำให้ลูกค้าสามารถจดจำคุณได้ง่ายขึ้น เพราะโลโก้เป็นสิ่งที่ใช้เพื่อเป็นการสร้างการจดจำให้กับแบรนด์ ทำให้ลูกค้าสามารถจำเราได้เมื่อเห็นเพียงแค่โลโก้

6. กำหนดวิธีการสื่อสาร

การประสานหรือเชื่อมแบรนด์เข้ากับผู้คนคืออีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำเช่นกัน เราควรเลือกช่องทางการสื่อสารจากพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มเป้าหมาย ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีการเปิดรับสื่อจากช่องทางใดบ้าง ซึ่งอีกหนึ่งในวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนั่นคือ การสร้างคอนเทนต์ (Content Marketing) ที่มีคุณภาพในทุก ๆ ด้าน เนื่องจากคอนเทนต์หรือบทความเป็นสื่อที่เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์ซึ่งกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นเปิดรับสื่อนี้เกือบจะตลอดเวลา การสร้างคอนเทนต์ก็เปรียบเสมอพนักงานขาย ฝ่ายการตลาด ที่มีหน้าที่สำหรับถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ ซึ่งคอนเทนต์จะเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวแบรนด์ของคุณ หากคอนเทนต์เป็นแบบไหนก็จะสะท้อนว่าแบรนด์คุณเป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน

การสร้างแบรนด์ไม่ใช่เพียงแค่การตั้งสโลแกน หรือ vision ที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่มันคือการสื่อสารซ้ำ ๆ ที่ต้องใช้เวลาจนผู้บริโภคเข้าใจ เช่น Nike ที่มีการทำตัวตนของแบรนด์ผ่านคำว่า Just do it  ค้นหาความชอบของตัวเองให้พบ และกล้าที่จะหาความแปลกใหม่ การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจในรายละเอียด อาศัยทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะในการทำ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจกลุ่มลูกค้า เข้าใจตลาด รู้ถึงวิธีการสื่อสารของแบรนด์ว่าควรสื่อสารออกมาในรูปแบบใด ไปในทิศทางไหน หากเรามีความมั่นคงในการสื่อสารให้เป็น single message ก็จะสามารถทำให้การสร้างแบรนด์ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์ทำ Branding เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ภาพจำ ความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

Seeding Marketing ทำการตลาดด้วย “หน้าม้า” ยังได้ผลอยู่ไหม?

Seeding Marketing คือ การทำการตลาดโดยการสร้างข้อความหรือบทสนทนา เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักผ่านการใช้ “หน้าม้า” หากอธิบายให้เห็นภาพก็จะคล้ายกับการหว่านเมล็ดลงไปแล้วรอการเจริญเติบโต ยกตัวอย่างเช่น การสร้างรีวิว สร้างโพสต์ ตั้งข้อสงสัย หรือกระทู้ต่างๆ ขึ้นผ่านบล็อกหรือเว็บบอร์ดโดยพูดถึงสินค้าและบริการของเรา จากนั้นก็รอให้คนเข้ามาพูดคุยและพูดต่อถึงสินค้า ซึ่งเมื่อมีคนอื่นมาเห็นก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมั่นในสินค้าของเรามากขึ้น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อในสิ่งที่แบรนด์สื่อสารออกไปเพียงทางเดียว ดังนั้นการให้บุคคลที่สามมากล่าวถึงแบรนด์จะมีน้ำหนักช่วยในการตัดสินใจที่ดีกว่า

หากถามว่าการทำการตลาดด้วย Seeding Marketing ยังได้ผลอยู่ไหมในปัจจุบัน? มีผลสำรวจออกมาบอกว่า

หากคน ๆ หนึ่งได้รับข้อมูลมากพอ และยังไม่สามารถตัดสินใจที่จะซื้อสินค้านั้นได้ แต่หากได้รับคำบอกเล่าบอกต่อหรือประสบการณ์การใช้สินค้าจากผู้อื่น จะทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นนั้นเกิดได้ง่ายขึ้นกว่าการรับข้อมูลจากผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว” 

การใช้หน้าม้าในการสร้าง Content หรือพูดถึงแบรนด์นั้น นอกจากเราจะพูดถึงแง่ดีของสินค้าแล้ว เรายังสามารถพูดถึงข้อด้อยเพียงเล็กน้อยในบางจุด เพื่อเป็นการจำลองการเล่าประสบการณ์ใช้งานที่คล้ายกับเรื่องจริงมากที่สุดหรือพูดตามภาษาปัจจุบันก็คือ “ทำให้แนบเนียน” นั่นเอง จะเป็นการยิ่งช่วยให้สิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารกับลูกค้าน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วย

แนวทางการทำ Seeding Marketing 

1. เลือกคนเล่าเรื่องให้เหมาะกับสินค้า

หนึ่งในการเลือกบุคคลสำหรับทำ Seeding Marketing ที่ได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือ การใช้ Influencer / Blogger และบุคคลธรรมดาทั่วไป ซึ่งควรเลือกคนที่มีเทคนิคการเล่าที่ดูสมจริง มีประสบการณ์ในการสร้างคอนเทนต์มาก่อน และที่สำคัญนั่นคือต้องเลือก Influencer ให้เหมาะกับสินค้าและบริการของเรา ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการทำ Seeding Marketing เกี่ยวกับเสื้อผ้าสไตล์มินิมอล การเลือก Influencer มารีวิวนั้น ก็ควรเป็นคนที่แต่งตัวในสไตล์มินิมอลด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผู้ชมเห็นแล้วรู้สึกว่า Influencer นั้นประทับใจและชื่นชอบในสินค้าชิ้นนั้นจริงๆ

2. รีวิวอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อเราหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ หากเจอแต่กระทู้ที่พูดถึงแต่ข้อดี ดูเหมือนการโฆษณา เราคงรู้สึกว่าคอนเทนต์นี้ไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่สื่อถึงข้อเท็จจริง ซึ่งหากสินค้าไม่มีคุณสมบัติตามรีวิวหรือคอนเทนต์นั้น อาจทำให้เกิดดราม่าจับหน้าม้าตามมาได้ ดังนั้นในการรีวิวควรจะรีวิวอย่างตรงไปตรงมา อาจจะพ่วงข้อด้อยลงไปเพื่อให้ข้อมูลผู้บริโภคประกอบกับการตัดสินใจ 

3. ใช้รูปรีวิวที่เน้นการใช้จริงมากกว่าความสวยงาม

การเลือกรูปประกอบในบทความของหน้าม้า ไม่ควรใช้รูปภาพที่สวยเกินจริง หรือภาพที่ดูถ่ายแบบมืออาชีพมากเกินไป เพราะคนดูอาจรู้สึกว่ากำลังดูโฆษณาอยู่ ควรเลือกรูปภาพที่ดูแล้วรู้สึกได้ว่าผู้รีวิวใช้สินค้าหรือบริการนั้นจริง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ภาพที่ดูสวยงามมากนัก

 

Seeding Marketing ทำได้ผ่านช่องทางไหนบ้าง?

การเลือกแพลตฟอร์มในการทำ Seeding Marketing นั้นจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นสำคัญ ว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร แล้วเลือกแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราได้ยกตัวอย่างมาบางส่วนได้แก่

1. Social Media Influencers 

จะเห็นได้ว่า หลายๆ แบรนด์เลือกที่จะโพสต์คอนเทนต์ผ่านช่องทาง Social Media แพลตฟอร์มของตนเอง เช่น Facebook, Twitter, Youtube หรือ Instragram เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่มักมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง Influencers สามารถที่จะแชร์ลิงก์คอนเทนต์ไปยังแพลตฟอร์มของแบรนด์ได้โดยตรง

2. Podcast

แบรนด์ต่างๆ สามารถเชื่อต่อกับโฮสต์ของ Podcast เพื่อการสนับสนุนรายการได้ โดยการให้โฮสต์โฆษณาและโปรโมทสินค้าหรือบริการของเรา หรืออาจเชื่อมโยงไปยังหน้าการสมัครสมาชิกได้เช่นกัน

3. Clubhouse

เป็นช่องทางที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการสร้างห้องขึ้นมาสำหรับการทำคอนเทนต์ต่างๆ เช่น รวมพลคนใช้สินค้าเรา หรือเป็นการทำคอนเทนต์อื่นๆ ขึ้นมาให้คนอื่นรับรู้ถึงแบรนด์เพื่อการสร้าง Awareness เป็นต้น

4. Partnership

แบรนด์ต่างๆ สามารถติดต่อกับผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ และจัดให้มีการร่วมเขียนบล็อกโพสต์การสัมมนาผ่านทางเว็บ จดหมายข่าว ฯลฯ

 

จะเห็นได้ว่า การทำ Seeding Marketing นั้นต้องอาศัยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการทำ เพื่อให้คอนเทนต์ที่ออกมานั้น สื่อถึงประสบการณ์ใช้จริงให้ได้มากที่สุด เพราะหากทำออกมาแล้วดูไม่สื่อถึงความเป็นจริง ดูโฆษณามากจนเกินไป อาจส่งผลด้านลบกับสินค้าและบริการได้

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการทำ Seeding Marketing เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

5 เหตุผลทำไมธุรกิจควรจ้าง Outsource

Outsourcing คืออะไร?

Outsourcing คือการจ้างบริษัทหรือบุคลากรภายนอกองค์กรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้ามาทำงานแทนบางส่วนหรือทั้งหมดตามที่ตกลงไว้ และสิ่งสำคัญในการดำเนินการนั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมขององค์กรภายใน ซึ่งในปัจจุบันการ Outsoucing กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ เนื่องจากเป็นการจ้างงานที่สามารถเข้าถึงความต้องการในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี

โดยในบทความนี้จะพูดถึง 5 เหตุผลทำไมธุรกิจควรจ้าง Outsource

1. ช่วยลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้การทำงานในรูปแบบของ Outsource ได้รับความนิยมในปัจจุบัน นั่นคือความสามารถในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของบริษัทได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมาใหม่ สามารถจ้างคนนอกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้โดยตรง เพราะการที่บริษัทจะต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมาใหม่นั้น นอกจากค่าจ้างหรือเงินเดือนพนักงานประจำที่บริษัทต้องจ่ายแล้ว ยังคงมีต้นทุนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการต่าง ๆ การขึ้นเงินเดือนประจำปี โบนัส ซึ่งทางบริษัทจะต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมอีกด้วย

2. ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานที่ไม่ต่อเนื่อง

หมดกังวลสำหรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่พนักงานทำงานไม่ต่อเนื่อง เช่น ขาด ลา มาสาย หรือลาออกกลางคัน ซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานต่าง ๆ ของธุรกิจหยุดชะงักลงไปได้ เพราะบริษัท Outsource จะช่วยคุณในการจัดสรรพนักงานใหม่มารับช่วงต่อแทนได้อย่างทันที ทำให้คุณมั่นใจได้เลยว่างานชิ้นนี้ไม่มีทางที่จะบกพร่องหรือตกหล่นอย่างแน่นอน

3. เข้าถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ในหลาย ๆ ครั้งธุรกิจของคุณอาจมีความต้องการที่จะทำสิ่งใหม่ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร บุคลากรภายในองค์กรไม่มีความรู้ ความสามารถมากพอ อาจทำให้การดำเนินงานนั้นเป็นไปอย่างผิดวิธีหรือทำให้งานล่าช้ากว่าปกติ เพราะในบางงานนั้นต้องอาศัยทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การเลือกใช้ Outsource จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณจะได้พนักงานชั่วคราวที่มีความสามารถและชำนาญในด้านนั้น ๆ มากเป็นพิเศษ ซึ่งจะส่งผลให้ศักยภาพของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

4. ลดความซับซ้อนในการสื่อสาร

ในบางครั้งบริษัทที่มีพนักงานจำนวนมากอาจส่งผลให้เกิดความยุ่งยากในการบริหารและจัดการ ตัวอย่างเช่นในบางองค์กรที่จะต้องมีการขออนุญาตหรือตรวจสอบจากหลากหลายแผนกก่อนการเริ่มงาน ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้า ดังนั้นการจ้าง Outsource จึงเป็นตัวช่วยในการตัดปัญหาเหล่านี้ได้ สามารถติดต่อสื่อสารกับทีม Outsource ได้เลยทันที ลดความซับซ้อนในการสื่อสารได้ในทุกๆแผนกขององค์กร 

5. สามารถเริ่มงานได้ทันที

ในการทำธุรกิจบางครั้งอาจเกิดอุปสรรคต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เริ่มดำเนินงานได้ช้าลง เช่น ต้องการจ้างพนักงานใหม่ บริษัทต้องรอให้พนักงานใหม่หมดสัญญาจากบริษัทเก่าก่อน ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจของคุณเริ่มดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้ช้าลง และอาจทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ ดังนั้นการจ้าง Outsource จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถเริ่มดำเนินการต่าง ๆ ได้ทันที เนื่องจาก Outsource จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสำหรับงานนั้น ๆ ซึ่งคุณไม่ต้องเสียเวลาในการเทรนด์พนักงานใหม่ตั้งแต่ต้น 

หากคุณสนใจในการจ้างทีม Outsource ที่ Fastwork For Business เรามี Outsource ระดับคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายประเภทงาน ไม่ว่าจะเป็นกาทำกราฟิก, ออกแบบโลโก้, การทำ Social Commerce ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ, การดันยอดขายผ่าน Influencer & KOL และอีกมากมาย ครบจบในที่เดียว ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business เป็นผู้ช่วยในการพัฒนาธุรกิจของคุณ 

เทรนด์ของขวัญ ของพรีเมี่ยมสำหรับธุรกิจ ปี 2021

ในปัจจุบันของพรีเมี่ยม ของขวัญ ถูกนำมาใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ  ในทางธุรกิจ เช่น การใช้ของพรีเมี่ยมสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ เพื่อการรับรู้แบรนด์ แจกเพื่อขอบคุณลูกค้า งานแกรนด์โอเพนนิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำ ดูโดดเด่นเมื่อนำไปใช้งาน และผู้รับสามารถใช้งานของสิ่งนั้นได้จริง จะเห็นได้ว่าของพรีเมี่ยม นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้รับได้ด้วยเช่นกัน บทความนี้เราจึงได้รวบรวมเทรนด์ของขวัญ ของพรีเมี่ยมสำหรับธุรกิจ ในปี 2021 จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1. ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ

ในปัจจุบันผู้คนให้ความใส่ใจกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คนส่วนใหญ่หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ แทนการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ยาก ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นของขวัญ ของพรีเมี่ยมที่เป็นมิตรต่อโลก ยกตัวอย่างเช่น สมุดโน้ตหรือปากการีไซเคิล กล่องข้าวจากฟางข้าวสาลี เป็นต้น

2. สินค้าเกี่ยวกับการป้องกัน COVID-19

สินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวันในยุค New Normal เพราะสินค้าส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพกติดตัวอยู่เป็นประจำ เพราะนอกจากจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงแล้วยังสามารถโปรโมทชื่อแบรนด์ลงบนสินค้าได้อีกต่างหาก ยกตัวอย่างสินค้าเช่น หน้ากากอนามัยแบบผ้า เจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ เครื่องพ่นสำหรับฆ่าเชื้อ เป็นต้น

3. กระเป๋าผ้า

กระเป๋าผ้าถือเป็นของพรีเมี่ยมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะต้นทุนนั้นไม่สูงมาก และยังดูดีในด้านการทำแบรนด์อีกด้วย ซึ่งหากกระเป๋าพรีเมี่ยมมีโลโก้และข้อมูลของแบรนด์ จะช่วยให้การทำแบรนด์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และลูกค้าที่ได้รับของและใช้ของชิ้นนี้ เมื่อเห็นแล้วจะนึกถึงแบรนด์ของคุณอยู่เสมอ

4. แก้วน้ำ กระบอกน้ำ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าของขวัญหรือของพรีเมี่ยมที่สามารถเข้าได้กับทุกธุรกิจหรือทุกแบรนด์นั่นคือ แก้วน้ำ ซึ่งนับเป็นของพรีเมี่ยมที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด เพราะสามารถใช้งานได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และที่สำคัญยังสามารถลดขยะและลดภาวะโลกร้อนจากการใช้แก้วครั้งเดียวแล้วทิ้ง หันมาใช้แก้วน้ำหรือกระบอกน้ำแทน

5. สมุดโน้ต

แม้ว่าปัจจุบันจะมีมือถือหรือแม้แต่แท็บเล็ต สมุดโน้ตก็ยังคงได้รับความนิยมในการทำเป็นของขวัญ ของพรีเมี่ยมอยู่ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับจดบันทึก เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต บันทึกเรื่องงาน หรือการเขียนไดอารี่รายวัน เป็นของขวัญที่จะทำให้คนที่ได้รับ รู้สึกว่าได้รับของที่ดี สามารถเก็บไว้ได้นาน นำมาใช้ได้ตลอดเมื่อต้องการ

6. สินค้า IT

จากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องก้าวตามให้ทันกับเทคโนโลยีให้มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ไม่ล้าหลัง โดยสินค้าในกลุ่มนี้ค่อนข้างมีความหลากหลาย เนื่องจากต้องมีลูกเล่นสำหรับเทคโนโลยีต่าง ๆ ยกตัวอย่างสินค้าเช่น Power bank, แท่นชาร์จไร้สาย, หูฟังไร้สาย, สายชาร์จ เป็นต้น

7. สินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ

กระแสของเทรนด์การรักสุขภาพเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจไม่แพ้กับกลุ่มอื่น ๆ เพราะคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ยิ่งในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ผู้คนให้ความสำคัญในด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นไ้ดชัด ตัวอย่างสินค้าเช่น กระบอกน้ำ กล่องข้าว กระเป๋ากีฬา อุปกรณ์กีฬา เป็นต้น

ของพรีเมี่ยมนับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้ผู้รับรู้สึกถึงความพิเศษ(Limited) จากทางแบรนด์ ทำให้คนสามารถจำตราของสินค้าเราได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากของพรีเมี่ยมถูกออกแบบมาได้อย่างถูกต้องและสวยงาม ไม่ดูขายของมากจนเกินไป ผู้รับก็จะนำของชิ้นนั้นไปใช้งานจริง ทำให้สามารถเพิ่มโอกาสให้คนอื่น ๆ เห็นแบรนด์ของเราไปอย่างแพร่หลายอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหานักออกแบบผลิตภัณฑ์ ของขวัญ ของพรีเมี่ยม ครบวงจร เรามีผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยคุณวิเคราะห์ ค้นหาสิ่งที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม และการใช้งาน รูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้  Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

สามารถเลือกชมก่อนได้ที่ https://www.fastworkbusiness.com/packaging-label-design/

How to ถ่ายภาพสินค้ายังไงให้น่าสนใจจนลูกค้าต้องกดซื้อ

ภาพถ่ายของสินค้าส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าจากหลาย ๆ แบรนด์สินค้าที่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้ามีคุณภาพ และ อีกส่วนที่สำคัญอย่างมากนั่นคือการนำเสนอสินค้าได้ดีผ่านภาพถ่ายหรือการพรีเซนต์สินค้าให้มีความน่าสนใจ ซึ่งสำหรับธุรกิจใหม่หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มรูปแบบสินค้าใหม่ๆ ลูกค้าจะยังไม่สามารถเห็นและสัมผัสกับสินค้าได้จริงและสามารถทำได้เพียงการตัดสินใจซื้อผ่านรูปภาพและคำบรรยายที่เรื่องสื่อออกมาเท่านั้น การมีภาพถ่ายสินค้าที่ดี ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ รวมไปถึงคุณภาพของสินค้า ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจในการซื้อ ไม่ว่าจะนำไปใช้บนเว็บไซต์ หรือ Banner โฆษณา ผู้บริโภคก็สามารถเข้าใจถึงมาตรฐานของแบรนด์คุณ บทความนี้เราจึงอยากนำเสนอเทคนิคในการถ่ายภาพสินค้าออกมายังไง ให้น่าสนใจ จนลูกค้าเห็นแล้วต้องกดซื้อ

How to ถ่ายภาพสินค้ายังไงให้น่าสนใจจนลูกค้าต้องกดซื้อ

1. วางแผนก่อนเริ่มต้นถ่ายภาพ

สิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นสิ่งแรกนั่นคือ การวางแผนก่อนเริ่มต้นถ่ายภาพ ว่าเราต้องการภาพแบบไหน ต้องการองค์ประกอบอย่างไร ควรจะมีสิ่งใดในภาพบ้าง อะไรที่เราขาด ต้องซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่มหรือไม่ แต่หากเรายังไม่มีไอเดียต่าง ๆ อาจจะเริ่มจากการลองหาภาพสินค้าสวย ๆ จากนิตยสาร เว็บไซต์ แฟนเพจหรือ Photobook เพื่อช่วยให้เรามีไอเดียในการนำเสนอสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น 

2. เริ่มต้นถ่ายด้วยสีพื้นเป็นฉากหลัง

การใช้สีพื้นหลังด้วยสีล้วน หรือสีที่รายละเอียดน้อย เช่น สีขาว สีดำ หรืออื่น ๆ จะช่วยให้สินค้าดูโดดเด่น และช่วยให้การจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพง่ายขึ้น โทนสีของพื้นหลังไม่ควรที่จะเป็นโทนเดียวกับสินค้า เพราะจะทำให้สินค้าไม่โดดเด่น  ซึ่งเทคนิคการวางตำแหน่งสินค้าที่สวยงาม มักจะไม่วางสินค้าไว้ตรงกลางพอดี แต่จะพยายามวางเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเล็กน้อย เพื่อให้ดูมีมิติ ไม่ดูแข็งมากจนเกินไป

3. ใช้พร็อพช่วยเล่าเรื่องราว

นอกจากการถ่ายโดยใช้ตัวสินค้าแล้ว การใช้พร็อพประกอบในการถ่ายรูป จะช่วยเล่าเรื่องราวและสร้างความโดดเด่นของสินค้า ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น สินค้าที่เป็นครีมบำรุงจากธรรมชาติ อาจเลือกใช้พร็อพที่เป็นต้นไม้เล็ก ๆ หรือดอกไม้ จะช่วยเพิ่มสวยงามและให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้หากสามารถถ่ายภาพขณะการใช้งานได้ หรือขณะสวมใส่สินค้า ก็จะช่วยให้สินค้าดูน่าดึงดูดยิ่งขึ้นเช่นกัน

4. ใช้แสงธรรมชาติในการถ่ายภาพ

ในการเริ่มต้นถ่ายภาพ การใช้แสงที่ง่ายที่สุดนั่นคือ แสงธรรมชาติ อาจจะใช้พื้นที่จากมุมข้างหน้าต่าง แสงภายนอกอาคาร หรือพื้นที่ที่แสงเข้าถึงได้ การถ่ายโดยใช้แสงธรรมชาตินั้น ทำให้เราสามารถถ่ายภาพได้โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ ประกอบเพิ่มเติม นอกจากจะเป็นวิธีที่ง่ายแล้ว ยังทำให้ภาพที่ออกมามีความสวยงามและแสงนั้นยังช่วยให้สีตรงกับสีของสินค้าได้มากที่สุด อาจจะใช้แสงธรรมชาติในช่วงเวลาเช้า ๆ สาย ๆ ที่แสงไม่แรงมาก ให้แสงเหมาะและพอดีสำหรับสินค้าของคุณ

5. จัดองค์ประกอบ วางตำแหน่งภาพ

นอกจากการใช้ฉากพื้นหลัง ใช้พร็อพให้เหมาะสมกับสินค้าแล้ว การที่จะทำให้ภาพถ่ายของสินค้าสวยงามยิ่งขึ้น นั่นคือการจัดวางตำแหน่งหรือองค์ประกอบของภาพ ซึ่งพื้นฐานวิธีที่ง่ายที่สุด คือ เทคนิค Grid หรือ จุดตัด 9 ช่อง สามารถใช้ได้กับภาพทุกสัดส่วน โดยเป็นเทคนิคที่ลากเส้นแบ่งพื้นที่ในภาพออกแบบ 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง หรือแนวนอน และจะเกิดจุดตัดของภาพทั้งหมด 4 จุด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เราสามารถทำสินค้าไปวางตามจุดๆนั้น และอาจจะทิ้งให้มีพื้นที่ส่วนหนึ่งของภาพเอาไว้ในการใส่ข้อความเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการจะสื่ออออกไป 

6. เลือกตากล้องให้เหมาะสมกับงาน

การเลือกตากล้องหรือช่างภาพในการถ่ายรูปสินค้าต่าง ๆ ควรเลือกให้เหมาะสมกับรูปแบบงานหรือสินค้าของคุณ การเลือกช่างภาพมืออาชีพมาถ่ายรูปให้กับสินค้า จะทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่าภาพสินค้าที่ออกมานั้น จะมีความสวยงาม สมบูรณ์ตามที่เราต้องการ นอกจากนี้ช่างภาพยังมีอุปกรณ์ถ่ายภาพที่เป็นมืออาชีพ บวกกับฝีมือเฉพาะตัวของตนเอง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำให้ภาพสินค้านั้นออกมาดีที่สุด

 

เนื่องจากการถ่ายภาพสินค้านั้น อาจจะต้องมีการลงทุนในอุปกรณ์และยังต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก การมีตัวช่วยโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยตรง จะทำให้ภาพสินค้าของคุณดูน่าสนใจ สามารถดึงจุดเด่นของสินค้าด้วยรายละเอียดของภาพที่มีความคมชัด สร้างความน่าเชื่อถือของสินค้าและนำไปสู่การสร้างยอดขายของสินค้าได้ ให้  Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ เรามีผู้เชี่ยวชาญในด้านการถ่ายภาพทุกประเภท ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้

สามารถเลือกชมก่อนได้ที่ https://www.fastworkbusiness.com/photography/

เทรนด์มาแรงของ Video Marketing ที่ทุกคนต้องรู้

ในปัจจุบันมีกลยุทธ์ในการขายหลากหลายวิธีที่จะช่วยสร้างโอกาสทางการขายในสินค้าของคุณ หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ การทำวีดีโอมาร์เกตติ้ง (Video Marketing) เป็นการทำคอนเทนต์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก หลายแบรนด์ใหญ่ๆแทบทุกแบรนด์ทำวีดีโอสำหรับแผนการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย การทำวีดีโอนอกจากจะช่วยเรื่องการโปรโมทสินค้าหรือบริการ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์แล้ว ยังสามารถช่วยให้ขายสินค้าได้อีกด้วย

ในวันนี้บทความของเราจึงขอนำเอา เทรนด์มาแรงของ Video Marketing ที่ทุกคนต้องรู้มาฝากกัน

1. วีดีโอแนวตั้ง

จากผลสำรวจพบว่าคนมักเลือกดูคลิปวีดีโอที่เป็นแนวตั้งมากกว่าแนวนอน เพราะทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพที่เต็มจอบนสมาร์ทโฟนมากกว่า จะเห็นได้ว่าปัจจุบันหลายๆแบรนด์ก็เริ่มมาให้ความสนใจกับการทำวีดีโอแนวตั้งมากขึ้น เช่น นาดาวบางกอก ได้มีการทำซีรีย์ที่เป็นแนวตั้งออกมาที่มีชื่อว่า “Blackout บาร์ลับไม่มีในโลก” ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการทำวีดีโอในรูปแบบซีรีย์เลยทีเดียว

2. คอนเทนต์วีดีโอเบาสมอง

จะเห็นได้ว่าเรามักจะไม่ค่อยเห็นวีดีโอที่เนื้อหาจริงจังเป็นไวรัลเท่าไหร่นัก ในปัจจุบันผู้ชมส่วนใหญ่ต้องการรับชมวีดีโอที่ผ่อนคลาย เบาสมองเพิ่มขึ้นจากการทำงานหรือเหตุการณ์ต่างๆในแต่ละวัน การทำคอนเทนต์วีดีโอที่เบาสมองคือการที่ไม่ยึดติดกับความจริงจังมากนัก ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ GQ เน้นทำวีดีโอที่เล่นกับ Emotion เพื่อให้สินค้าและแบรนด์เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า ผ่านวีดีโอโฆษณาที่มีเนื้อหาเบาสมอง ตลก และแฝงการขายของลงไปด้วย

3. Live Video

เราจะเห็นว่าคนจีนเวลาไปเที่ยวไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย หรือที่อื่นๆ พวกเขาจะมาพร้อมกับไม้เซลฟี่ แล้วถือเดิน Live ไปเรื่อยๆ กลายเป็นกระแสและได้รับความนิยมไปทั่วโลก สิ่งนี้ทำให้เกิด Live Video ขึ้น นั่นก็คือการถ่ายทอดวีดีโอแบบเรียลไทม์ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับคนดูได้ การทำวีดีโอรูปแบบนี้สามารถทำการขายออกมาได้หลากหลายรูปแบบ จากผลสำรวจพบว่า ตลาดที่คนนิยมดู Live Video นั่นคือ ตลาดที่คนใช้มือถือเป็นหลัก หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน Live Stream กำลังจะเข้าไปอยู่ในทุกๆ Shopping Apps ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Shopee ก็มี Live ขายของอยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง

4. Stories บน Instagram, Facebook, Youtube

จากสถิติระบุว่า คนเราจะดูวีดีโอสั้นลง แต่ใช้เวลากับในการดูมากขึ้น ทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Facebook, Youtube ให้ความสำคัญกับการทำวีดีโอสั้นมากขึ้น จากการทำ Stories ขึ้นมาบนแพลตฟอร์มของตัวเอง เนื่องจาก Stories ถือเป็น Mobile-Friendly วีดีโอมีลักษณะเป็นแนวตั้ง และด้วยเวลาที่จำกัดของการลง Stories ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกอยากติดตามมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตัวเองพลาดข่าวสารต่างๆ

5. YouTube จะเข้าสู่ E-Commerce มากขึ้น

Entertainment  Hub ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง Youtube ในอนาคตจะไม่ได้เป็นแค่ Entertainment อีกต่อไป แต่จะเพิ่มความเป็น E-commerce เข้าไป นั่นหมายความว่า ทุกสินค้าที่ถูกรีวิวหรือ unboxing บนวีดีโอของ YouTube คนดูจะสามารถกดซื้อได้ทันที ไม่ใช่กด Link ไปซื้อที่ E-marketplace อย่าง Lazada Shopee หรือ Amazon แต่จะสามารถกดซื้อบน YouTube ได้เลย

การสร้างวีดีโอดีๆออกมาวีดีโอนึง การเลือกนักตัดต่อวีดีโอถือเป็นเรื่องสำคัญ หากนักตัดต่อวีดีโอสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ประกอบ เข้าใจเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั้งด้านพฤติกรรมและความคิด ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มคุณค่าของวีดีโอ และสามารถสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญ ที่มากประสบการณ์ ในการทำ Video Production / Video Editing เราพร้อมเป็นผู้ช่วยวางแผนสร้างสรรค์ Video ให้เกิดประสิทธิสูงสุด นำไปสู่ผลลัพธ์ในแบบที่คุณต้องการ ที่เดียวจบ ครบวงจร ตั้งแต่ Pre-production ไปถึง Post-production Fastwork for Business บริการทางเลือกสำหรับเจ้าของธุรกิจและองค์กรยุคใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์ในการทำ Video Production / Video Editing

ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับบริการของเรา

💻  Visit Us: https://www.fastworkbusiness.com/video-production/ 

✉️  Contact Us: [email protected]

ที่มา: Website: AdAddictth, igern, Thumsup, Executive Espresso