สื่อสิ่งพิมพ์ในยุคปัจจุบันยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

สื่อสิ่งพิมพ์ คือ สื่อที่ถูกจัดพิมพ์ขึ้นโดยวิธีต่าง ๆ จนเป็นชิ้นงาน เช่น  แผ่นพับ โบรชัวร์ โปสเตอร์ต่าง ๆ  ซึ่งมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เช่น นำเสนอข่าวสารบันเทิง ข้อมูลที่ให้ความรู้ หรือคำแนะนำ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นต่อธุรกิจให้กับลูกค้า

ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ทำให้ “สื่อสิ่งพิมพ์” ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จึงทำให้ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคดิจิทัลมากขึ้น เช่น ในอดีตมีการใช้โบรชัวร์ในรูปแบบของกระดาษ แต่ในปัจจุบันก็ได้มีการปรับเปลี่ยนการทำโบรชัวร์ให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์ ทำให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดดูโบรชัวร์หรือข้อมูลอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม ซึ่งการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นทั้งในออนไลน์หรือออฟไลน์ ก็จะมีหน้าที่และประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่องทางการรับรู้ข่าวสารของกลุ่มลูกค้าและประเภทของธุรกิจว่าเหมาะสมกับสื่อในรูปแบบไหน ทั้งนี้สื่อสิ่งพิมพ์ออฟไลน์ในบางประเภทก็ยังคงเป็นที่นิยมใช้อยู่เช่นกัน

 

ประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ยังคงใช้งานในปัจจุบัน

  • สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีข้อมูลหรือเนื้อหาในเชิงการให้ความรู้ เช่น หนังสือเรียน หนังสือสารคดี หรือหนังสือให้ความรู้เฉพาะเรื่องต่าง ๆ
  • สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร คือสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นการให้ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น วารสาร หนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ โบรชัวร์ ฯลฯ 
  • สื่อสิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นสำหรับการใช้งานพิเศษในแต่ละงาน เช่น นามบัตร ปฏิทิน เป็นต้น
  • สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนี้จะเป็นสื่อสำหรับการใช้งานในคอมพิวเตอร์หรือโซเชียลมิเดีย เช่น E-book เป็นต้น

 

ข้อดีของสื่อสิ่งพิมพ์

1. Marketing Channel (ช่องทางการตลาด)

นักการตลาดเชื่อว่ากลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีนั้น จะต้องผสมผสานระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าอยากที่จะใช้สินค้าและบริการมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริโกคมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ่านโซเชียลมิเดียและผ่านทางออฟไลน์ ก็ควรจะเลือกรูปแบบของสื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ และสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของคุณ

2. สร้างเอกลักษณ์และความประทับใจแรก

สื่อสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความประทับใจแรกให้แก่ลูกค้า เช่น นามบัตรที่ประทับตราโลโก้ เอกลักษณ์เฉพาะของร้าน โบรชัวร์ แพ็คเกจจิ้งสินค้าซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของบริษัท ดังนั้นการดีไซน์ที่ดีจะช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

3. สร้างความน่าเชื่อถือ

สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร แคตตาล็อก โบรชัวร์ นามบัตร ป้ายแบนเนอร์ ฯลฯ ต้องผ่านกระบวนการที่ต้องตรวจสอบก่อนจัดพิมพ์ ทำให้ตัวเนื้อหานั้นจะมีความแม่นยำมากกว่าสื่อออนไลน์ เนื่องจากในสื่อออนไลน์เราสามารถแก้ไขข้อมูลได้ตลอดเวลา แต่ในทางกลับกันสื่อสิ่งพิมพ์จะต้องถูกตรวจสอบให้ถูกต้องทั้งหมดก่อนเผยแพร่

4. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

เราสามารถใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในการสร้างการรับรู้ และโฆษณาแบรนด์ในพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจง เช่น การติดป้ายแบนเนอร์หน้าร้าน หรือตามพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงได้ผลลัพธ์ที่ดี

5. กระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์ได้ง่าย

จะเห็นได้ว่าการใช้สื่อออนไลน์ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักไม่ชอบโฆษณาและเลือกที่จะปิดรับโฆษณาไปอย่างรวดเร็ว หรือมากกว่านั้นอาจเกิดการบล็อกช่องทางการติดต่อสื่อสารของเราทันที แต่ในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์นั้นลูกค้ามีพฤติกรรมที่แตกต่างไป เช่น การตั้งป้ายอีเว้นท์ต่าง ๆ ภายในห้างสรรพสินค้าในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเข้างาน และซื้อสินค้าของเราในทันที ซึ่งจะสามารถสร้าง Engagement กับลูกค้าได้ง่ายกว่าทางออนไลน์

 

ถ้าทำธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการ ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์แทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของบริษัทโดยตรง การแพร่กระจายข่าวสารสินค้าของเราผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นพับ โบรชัวร์ หรือใบปลิวต่าง ๆ นั้นจะช่วยให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น หากเรามีการออกแบบและวางแผนที่ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์รวมไปถึงความเชี่ยวชาญความชำนาญเฉพาะด้านมาพิจารณาอย่างละเอียดในทุกจุด จึงจะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์นั้นออกมาดีและมีคุณภาพสูง เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารกับลูกค้าแทนคุณ สร้างการจดจำ และช่วยให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการทำออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์  ไม่ว่าจะเป็น แผ่นพับ โบรชัวร์ โปสเตอร์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

จ้าง Inhouse VS Outsource แบบไหนปังกว่า ?!

#สรุปจากClubhouse จ้าง Inhouse VS Outsource แบบไหนปังกว่า ?!

.

1. ความหมายของ Inhouse VS Outsource

  • Inhouse คือ การจ้างคนในทำกันเองในบริษัท หรือในองค์กร
  • Outsource คือ การจ้างคนภายนอกองค์กร จ่ายเงินให้คนอื่นมาทำงานให้เรา เช่น ฟรีแลนซ์, Agency

 

2. ข้อดีและข้อเสียของ Inhouse (ในมุมมองของ Brand และ Agency)

ข้อดี Inhouse มุมมอง Brand

  • เข้าใจในธุรกิจของตนเองมากกว่าคนอื่น เช่น ข้อมูลที่เป็น confidential (ex: ข้อมูลกำไรขาดทุน) 

  • เข้าใจเรื่อง Limitation มากกว่า

ข้อดี Inhouse มุมมอง Agency

  • ควบคุมเวลาและงบประมาณได้ เช่น หากลูกค้าต้องการแก้งานเยอะหรือซับซ้อน สามารถลด Cost / Man hour ได้

  • เข้าใจความเป็น Brand ว่า Style, Mood&Tone เป็นยังไง

ข้อเสีย Inhouse มุมมอง Brand

  • อาจทำให้เราขาดมุมมองใหม่ ๆ ในบางครั้ง เนื่องจากอยู่กับแบรนด์ทุกวัน จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์จำเป็นต้องจ้าง Creative agency 

  • ขาด Fresh Perspective ในการทำงานหรือคิดงาน เพราะเราอยู่กับสินค้าหรือแบรนด์มานาน อาจทำให้ไม่มีไอเดียใหม่ ๆ อาจจะขาดในอีกมุมมองที่คนนอกมองเข้ามา

ข้อเสีย Inhouse มุมมอง Agency

  • Costing ที่เพิ่มเติมมาจากบาง Skill Set ที่เรายังไม่มี อาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม ต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าไหม

  • ขาด Fresh Idea ภายใน Agency เอง

3. ข้อดีและข้อเสียของ Outsource (ในมุมมองของ Brand และ Agency)

ข้อดี Outsource มุมมอง Brand

  • Skill เก่งเฉพาะด้าน ที่ทางแบรนด์ไม่มีหรือขาด แต่ทาง Outsource มีและทำได้ดีกว่าหรือเชี่ยวชาญกว่า

  • Outsource มี Connection ที่ดีกว่ากับธุรกิจอื่น ๆ เช่น Media Agency อาจจะมีการเชิญ Facebook หรือ Google มาอัพเดทเรื่อง Tools ใหม่ ๆ

  • การต่อรองที่ดีกว่า เช่น การต่อรองเรื่องราคา

ข้อดี Outsource มุมมอง Agency

  • มี Skill Set เฉพาะทาง (Deep Skill) ที่ตัวAgency ไม่มี

ข้อเสีย Outsource มุมมอง Brand

  • ข้อมูลที่เป็น Confidential ที่ไม่ได้อยากให้ผู้อื่นรู้อาจจะหลุดและทำให้เกิดความเสียหายได้

  • ค่อนข้าง Take Time ในการทำให้ Outsource เข้าใจและอินกับแบรนด์

ข้อเสีย Outsource มุมมอง Agency

  • เกิด Upfront Cost ราคาบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ เช่น ค่า Creative Fee / Management Fee

  • ใช้ระยะเวลาในการ Brief หรือ Connect เข้ากับแบรนด์ค่อนข้างนาน

4. ควรแบ่งสัดส่วน Inhouse กับ Outsource อย่างไร

มุมมองของ Brand

  • Total Organization (มองในภาพรวมทุกแผนกในบริษัท) : 60% Inhouse, 40% Outsource

  • E-Commerce/ Marketing Sales  : 70% Inhouse, 30% Outsource

 

*ไม่ได้มีสัดส่วนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับ Campaign ด้วยว่าจะต้องการอะไร ใช้อะไรบ้าง ต้องเช็คสิ่งที่มีอยู่ว่าอยากได้อะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องหา Gap สิ่งที่มีกับสิ่งที่อยากได้ และสิ่งที่จะต้องทำนั้นเป็นโปรเจคระยะสั้นหรือระยะยาว คุ้มค่าที่จะลงทุนไหม?

มุมมองของ Agency

ไม่ได้มีการกำหนดที่ตายตัว อยู่ที่งบประมาณและศักยภาพของทีม แต่ส่วนใหญ่การใช้งาน Inhouse กับ Outsource จะทราบชัดเจนตั้งแต่ตอนรับ Brief งานจากลูกค้าแล้วว่าส่วนไหนที่เราทำได้ ส่วนไหนที่เราขาด

(ซึ่งจริง ๆ การรับสมัครหาทีม Inhouse ใน Agency จะเน้นเป็น Skill Plus One คือ 1 ตำแหน่งสามารถทำได้มากกว่า 1 อย่าง)

  • แชร์ประสบการณ์การเลือก Agency ของลูกค้า

ลูกค้าบางเจ้าเห็นผลงานมาก่อนแล้ว รู้ว่าใครทำอะไรได้ดี เจ้าไหนมีผลงานถูกจริตกับลูกค้า ก็จะเลือกเจ้านั้น ซึ่งในตัวงานต่าง ๆ ที่เคยทำมาจะสามารถสื่อถึง Logic of Thinking ของคนทำได้ แต่ลูกค้าบางเจ้าก้ยังมีความไม่แน่ใจว่าต้องการแบบไหน อาจจะ Explore Outsource เจ้าอื่น ๆ เพิ่มเติมก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

5. วิธีการเลือก Outsource ที่มีคุณภาพ

มุมมองของ Brand

  • ฟังจากเพื่อนหรือ Marketing คนอื่น ๆ ที่รู้จักว่ามี Outsource เจ้าไหนดีบ้าง (WOM : Word of Mouth)

  • หากมี Agency ที่ตรงใจหรือเคยทำงานด้วยอยู่แล้วก็จะเก็บไว้ใน List (หายากมาก)

  • ทำ Pitching คือ การลองโยนโจทย์ให้ Agency ทำมาขายเลย

 

* ในบางครั้งการ Pitching ก็ต้องระวังเรื่อง Bias เช่น มีเจ้าในใจอยู่แล้ว ซึ่งลูกค้าจะแก้ปัญหานี้โดยการไม่เข้า Evaluation ในการเลือก Outsource ครั้งนั้น

**มีบาง case ที่ชอบงานของตัวบุคคลนั้นจริง ๆ ถ้าคนที่ทำงานท่านนั้นย้ายที่ทำงานก็จะย้ายตามมาด้วย

มุมมองของ Agency

  • หา Connection ใกล้เคียงก่อน

  • สร้างโจทย์หลอก ให้ทาง Outsoure ลองทำเพื่อเป็นการทดสอบ Skill ว่าตรงกับที่เราต้องการไหม

6. คำแนะนำในการร่วมงานกับ Outsource

มุมมองของ Brand

  • คิดเสมอว่าเขาไม่รู้จักเรา ทำให้เราจะต้อง Force ทาง Outsource ให้เขารู้สึกอินกับโจทย์และเข้าใจแบรนด์มากที่สุด 

  • แจ้งโจทย์ให้ชัดเจนว่าอยากได้และไม่อยากได้อะไร

  • ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะทุก ๆ outsource ก็จะมี Culture, Policy หรือ Timeline เป็นของตนเองที่ทำมาอยู่แล้ว

มุมมองของ Agency

  • มองว่า Outsource เป็น Partner กับเรา ต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน (Trust) 

  • พูดความต้องการของเราให้ชัดเจน 

  • การให้โจทย์ก็จะต้องไม่ Fix จนปิด Idea ของ Outsource ทั้งหมด แต่จะต้องโยนโจทย์เผื่อให้ทาง Outsource ได้คิดและมี Space เป็นของเขาเองด้วยเช่นกัน

     

*ถ้า Smooth ตั้งแต่แรก Process ถัดไปก็จะราบรื่น ทำงานได้ง่ายขึ้น

Q&A

 

Q1. สถานกาณ์ไหนควรใช้ Inhouse หรือ Outsource

A : ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของโจทย์ ถ้าเป็น Campaign สั้น ๆ ก็จะใช้ Outsource ถ้าเป็น Campaign ยาว ๆ หรือ Always on จะใช้เป็น Inhouse เพราะถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน

.

Q2. กำลังทำธุรกิจเสื้อผ้าและมีการศึกษา SEO ด้วยนิดหน่อย ควรเรียนรู้ต่อด้วยตัวเองหรือควรจ้าง Outsource ดี?

A : การดำเนินการเองก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ เนื่องจากปัจจุบันก็มีการสอนผ่านออนไลน์จำนวนมาก แต่ถ้าแนะนำก็แนะนำให้จ้าง Outsource ก่อนดีกว่า เป็นตัวช่วยในการเริ่มต้น Shortcut ที่ดี ให้เขาตั้งหลักให้เรา จะทำให้เราได้เรียนรู้จากการทำจริง ๆ ผ่าน Outsource

.

Q3. มีวิธีหรือแนะนำการเลือก Outsource สำหรับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้นยังไง?

A : หาหลาย ๆ ตัวเลือก อาจจะลองเลือกคุยประมาณ 3 เจ้า ลองถามคำถามแต่ละเจ้าดู ถ้าคนไหนที่เราถามแล้วรู้สึกว่าเราอยากถามเขาอีกเยอะ ๆ เคมีดูเข้ากันได้ แสดงว่าคนคนนั้นอาจจะเป็นคนที่ใช่ก็ได้ หรืออาจจะลองถามจากคนรู้จัก คนในธุรกิจเดียวกันก็ได้ว่าพอจะมีใครที่รู้จักหรือไม่

 

ขอขอบคุณ Moderator และ Speaker ทุกคนที่มาแชร์ข้อมูลดี ๆ กันนะคะ

 

Moderator

1. เพิท พงษ์ปิติ ผาสุขยืด (@pertpp)

อดีตคนเอเจนซีโฆษณา ผู้ก่อตั้งสื่อ Ad Addict

2. แท๊ป ดวิษ ประภายนต์ (@dawitp)

นักการตลาดแบรนด์ดัง เจ้าของรายการ Stat & Start Podcast และช่อง SAS สตูดิโอ

 

Speaker

1. พรทิพา ลีลาสง่าทรัพย์ (@oiloil)

Account Management Director 

2. พรหมเมศวร์  นิลวิไลภร (@pote_phrommeth)

B2B E-commerce manager

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อย แล้วพบกันใน Clubhouse Session ถัดไปจากทาง Fastwork ได้เร็ว ๆ นี้

เทคนิคการสร้างแบรนด์สำหรับเริ่มต้นธุรกิจในปี 2021

“การสร้างแบรนด์ (Branding)” คืออะไร? 

การสร้างแบรนด์ หรือ Branding คือกิจกรรมทางการตลาดที่ใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ของคุณได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้าผ่านตัวแบรนด์ได้อีกด้วย ซึ่งการสร้างแบรนด์ในมุมมองของลูกค้า จะช่วยให้บริษัทและผลิตภัณฑ์ของคุณนั้นแตกต่างและโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

 

ทำไมการสร้างแบรนด์จึงสำคัญ?

ในการเลือกซื้อสินค้าแต่ละประเภทที่มีความคล้ายคลึงกัน ทำให้ผู้บริโภคมีปัจจัยในการเลือกซื้อเพียงแค่ไม่กี่ปัจจัยเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือ “การรู้จักหรือความคุ้นเคย” ซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างแบรนด์นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ SMEs หรือธุรกิจขนาดใหญ่ การสร้างแบรนด์ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้การสร้างแบรนด์ยังช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทได้อีกด้วย ยิ่งแบรนด์ของคุณมีชื่อเสียงมากเพียงใด ก็จะยิ่งสามารถสร้างมูลค่าให้กับตัวแบรนด์ได้มากขึ้นเท่านั้น เช่นแบรนด์เนมต่าง ๆ ที่มีมูลค่าและชื่อเสียง เพียงแค่นำโลโก้ไปใส่กับสินค้าใด ๆ ก็สามารถขายสินค้านั้น ๆในราคาที่สูงขึ้นได้ทันที

 

เทรนด์การสร้างแบรนด์ในยุค New Normal

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จากสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดพฤติกรรมที่เป็น New Normal หลากหลายรูปแบบและส่งผลให้เทรนด์ในการสร้างแบรนด์ของสินค้านั้นแตกต่างไปจากเดิม ผู้บริโภคมักให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ให้ความสนใจในด้านสุขภาพ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าแบรนด์นั้นอยู่เคียงข้างลูกค้าเสมอ นอกจากนี้การแสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของแบรนด์ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เราต้องแสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าจุดมุ่งหมายหลักของธุรกิจไม่ใช่การทำยอดขาย แต่เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น เช่น การปลูกป่า การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ หรือการรักษาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภคในการเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้

 

เทคนิคการสร้างแบรนด์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ

1. วิเคราะห์และทำความเข้าใจสินค้าของเรา

ในการสร้างแบรนด์ สิ่งแรกที่เราควรทำ คือ การวิเคราะห์และทำความเข้าใจในสินค้าของเราก่อนว่า สินค้าของเรานั้นมีจุดเด่น ข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง มองหาถึงจุดขายของสินค้า และความแตกต่างของสินค้าเราเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (Brand Positioning) เพื่อที่จะสามารถนำไปวิเคราะห์และพัฒนาปรับปรุง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องและถูกจุด

2. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

การศึกษาข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้เราสามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี เราควรศึกษาว่า เขาคือใคร อายุเท่าไหร่ ชอบอะไร ยิ่งเรารู้ข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เราสามารถสร้างแบรนด์และสินค้าออกมาได้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้นเท่านั้น ทำให้เราสามารถสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ได้ตรงใจกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ส่งผลต่อยอดขายที่ดีในอนาคต

3. กำหนดคุณค่าหรือสิ่งที่จะสร้างให้กับกลุ่มลูกค้า

การกำหนดสิ่งที่จะสร้างคุณค่า (Brand Value) ให้กับกลุ่มลูกค้านั้น สามารถทำได้โดยการทำให้เป็นพันธกิจ สโลแกนของแบรนด์หรือรูปแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายในการย้ำเตือนตัวเราและผู้ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ทั้งหมดให้เข้าใจถึงตัวแบรนด์อย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้จะทำให้ลูกค้ามองเห็นถึงคุณค่าที่แบรนด์ตั้งใจสร้างขึ้นมา ส่งผลให้ลูกค้าสามารถจดจำและนึกถึงแบรนด์ของเราเป็นลำดับแรก ๆ

4. ศึกษาแบรนด์คู่แข่ง

เราควรศึกษาคู่แข่งที่อยู่ในตลาดเดียวกันกับเรา ว่ามีการวางแผนในการสร้างแบรนด์อย่างไร ดูเสียงตอบรับของลูกค้า (Consumer Voice) แนวทางการสื่อสารของคู่แข่งกับลูกค้าว่าใช้วิธีใด เพื่อให้เราเข้าใจธุรกิจประเภทนี้มากยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถสร้างแบรนด์ที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง และสร้างจุดขาย เอกลักษณ์ของแบรนด์เราได้

5. ออกแบบโลโก้ของแบรนด์

อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญในการสร้างแบรนด์ก็คือ ‘โลโก้’ เพราะเป็นสิ่งที่จะแสดงให้ลูกค้าเห็นเราเสมอในทุก ๆ ที่ ตั้งแต่เว็บไซต์ นามบัตร ไปจนถึงโฆษณาออนไลน์ของคุณ หลายคนอาจคิดว่าเราจำเป็นต้องลงทุนกับโลโก้เลยหรือ คำตอบก็คือ การที่คุณมีโลโก้ที่ดี ก็จะทำให้ลูกค้าสามารถจดจำคุณได้ง่ายขึ้น เพราะโลโก้เป็นสิ่งที่ใช้เพื่อเป็นการสร้างการจดจำให้กับแบรนด์ ทำให้ลูกค้าสามารถจำเราได้เมื่อเห็นเพียงแค่โลโก้

6. กำหนดวิธีการสื่อสาร

การประสานหรือเชื่อมแบรนด์เข้ากับผู้คนคืออีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำเช่นกัน เราควรเลือกช่องทางการสื่อสารจากพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มเป้าหมาย ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีการเปิดรับสื่อจากช่องทางใดบ้าง ซึ่งอีกหนึ่งในวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนั่นคือ การสร้างคอนเทนต์ (Content Marketing) ที่มีคุณภาพในทุก ๆ ด้าน เนื่องจากคอนเทนต์หรือบทความเป็นสื่อที่เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์ซึ่งกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นเปิดรับสื่อนี้เกือบจะตลอดเวลา การสร้างคอนเทนต์ก็เปรียบเสมอพนักงานขาย ฝ่ายการตลาด ที่มีหน้าที่สำหรับถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ ซึ่งคอนเทนต์จะเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวแบรนด์ของคุณ หากคอนเทนต์เป็นแบบไหนก็จะสะท้อนว่าแบรนด์คุณเป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน

การสร้างแบรนด์ไม่ใช่เพียงแค่การตั้งสโลแกน หรือ vision ที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่มันคือการสื่อสารซ้ำ ๆ ที่ต้องใช้เวลาจนผู้บริโภคเข้าใจ เช่น Nike ที่มีการทำตัวตนของแบรนด์ผ่านคำว่า Just do it  ค้นหาความชอบของตัวเองให้พบ และกล้าที่จะหาความแปลกใหม่ การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจในรายละเอียด อาศัยทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะในการทำ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจกลุ่มลูกค้า เข้าใจตลาด รู้ถึงวิธีการสื่อสารของแบรนด์ว่าควรสื่อสารออกมาในรูปแบบใด ไปในทิศทางไหน หากเรามีความมั่นคงในการสื่อสารให้เป็น single message ก็จะสามารถทำให้การสร้างแบรนด์ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์ทำ Branding เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ภาพจำ ความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

Seeding Marketing ทำการตลาดด้วย “หน้าม้า” ยังได้ผลอยู่ไหม?

Seeding Marketing คือ การทำการตลาดโดยการสร้างข้อความหรือบทสนทนา เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักผ่านการใช้ “หน้าม้า” หากอธิบายให้เห็นภาพก็จะคล้ายกับการหว่านเมล็ดลงไปแล้วรอการเจริญเติบโต ยกตัวอย่างเช่น การสร้างรีวิว สร้างโพสต์ ตั้งข้อสงสัย หรือกระทู้ต่างๆ ขึ้นผ่านบล็อกหรือเว็บบอร์ดโดยพูดถึงสินค้าและบริการของเรา จากนั้นก็รอให้คนเข้ามาพูดคุยและพูดต่อถึงสินค้า ซึ่งเมื่อมีคนอื่นมาเห็นก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมั่นในสินค้าของเรามากขึ้น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อในสิ่งที่แบรนด์สื่อสารออกไปเพียงทางเดียว ดังนั้นการให้บุคคลที่สามมากล่าวถึงแบรนด์จะมีน้ำหนักช่วยในการตัดสินใจที่ดีกว่า

หากถามว่าการทำการตลาดด้วย Seeding Marketing ยังได้ผลอยู่ไหมในปัจจุบัน? มีผลสำรวจออกมาบอกว่า

หากคน ๆ หนึ่งได้รับข้อมูลมากพอ และยังไม่สามารถตัดสินใจที่จะซื้อสินค้านั้นได้ แต่หากได้รับคำบอกเล่าบอกต่อหรือประสบการณ์การใช้สินค้าจากผู้อื่น จะทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นนั้นเกิดได้ง่ายขึ้นกว่าการรับข้อมูลจากผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว” 

การใช้หน้าม้าในการสร้าง Content หรือพูดถึงแบรนด์นั้น นอกจากเราจะพูดถึงแง่ดีของสินค้าแล้ว เรายังสามารถพูดถึงข้อด้อยเพียงเล็กน้อยในบางจุด เพื่อเป็นการจำลองการเล่าประสบการณ์ใช้งานที่คล้ายกับเรื่องจริงมากที่สุดหรือพูดตามภาษาปัจจุบันก็คือ “ทำให้แนบเนียน” นั่นเอง จะเป็นการยิ่งช่วยให้สิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารกับลูกค้าน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วย

แนวทางการทำ Seeding Marketing 

1. เลือกคนเล่าเรื่องให้เหมาะกับสินค้า

หนึ่งในการเลือกบุคคลสำหรับทำ Seeding Marketing ที่ได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือ การใช้ Influencer / Blogger และบุคคลธรรมดาทั่วไป ซึ่งควรเลือกคนที่มีเทคนิคการเล่าที่ดูสมจริง มีประสบการณ์ในการสร้างคอนเทนต์มาก่อน และที่สำคัญนั่นคือต้องเลือก Influencer ให้เหมาะกับสินค้าและบริการของเรา ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการทำ Seeding Marketing เกี่ยวกับเสื้อผ้าสไตล์มินิมอล การเลือก Influencer มารีวิวนั้น ก็ควรเป็นคนที่แต่งตัวในสไตล์มินิมอลด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผู้ชมเห็นแล้วรู้สึกว่า Influencer นั้นประทับใจและชื่นชอบในสินค้าชิ้นนั้นจริงๆ

2. รีวิวอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อเราหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ หากเจอแต่กระทู้ที่พูดถึงแต่ข้อดี ดูเหมือนการโฆษณา เราคงรู้สึกว่าคอนเทนต์นี้ไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่สื่อถึงข้อเท็จจริง ซึ่งหากสินค้าไม่มีคุณสมบัติตามรีวิวหรือคอนเทนต์นั้น อาจทำให้เกิดดราม่าจับหน้าม้าตามมาได้ ดังนั้นในการรีวิวควรจะรีวิวอย่างตรงไปตรงมา อาจจะพ่วงข้อด้อยลงไปเพื่อให้ข้อมูลผู้บริโภคประกอบกับการตัดสินใจ 

3. ใช้รูปรีวิวที่เน้นการใช้จริงมากกว่าความสวยงาม

การเลือกรูปประกอบในบทความของหน้าม้า ไม่ควรใช้รูปภาพที่สวยเกินจริง หรือภาพที่ดูถ่ายแบบมืออาชีพมากเกินไป เพราะคนดูอาจรู้สึกว่ากำลังดูโฆษณาอยู่ ควรเลือกรูปภาพที่ดูแล้วรู้สึกได้ว่าผู้รีวิวใช้สินค้าหรือบริการนั้นจริง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ภาพที่ดูสวยงามมากนัก

 

Seeding Marketing ทำได้ผ่านช่องทางไหนบ้าง?

การเลือกแพลตฟอร์มในการทำ Seeding Marketing นั้นจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นสำคัญ ว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร แล้วเลือกแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราได้ยกตัวอย่างมาบางส่วนได้แก่

1. Social Media Influencers 

จะเห็นได้ว่า หลายๆ แบรนด์เลือกที่จะโพสต์คอนเทนต์ผ่านช่องทาง Social Media แพลตฟอร์มของตนเอง เช่น Facebook, Twitter, Youtube หรือ Instragram เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่มักมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง Influencers สามารถที่จะแชร์ลิงก์คอนเทนต์ไปยังแพลตฟอร์มของแบรนด์ได้โดยตรง

2. Podcast

แบรนด์ต่างๆ สามารถเชื่อต่อกับโฮสต์ของ Podcast เพื่อการสนับสนุนรายการได้ โดยการให้โฮสต์โฆษณาและโปรโมทสินค้าหรือบริการของเรา หรืออาจเชื่อมโยงไปยังหน้าการสมัครสมาชิกได้เช่นกัน

3. Clubhouse

เป็นช่องทางที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการสร้างห้องขึ้นมาสำหรับการทำคอนเทนต์ต่างๆ เช่น รวมพลคนใช้สินค้าเรา หรือเป็นการทำคอนเทนต์อื่นๆ ขึ้นมาให้คนอื่นรับรู้ถึงแบรนด์เพื่อการสร้าง Awareness เป็นต้น

4. Partnership

แบรนด์ต่างๆ สามารถติดต่อกับผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ และจัดให้มีการร่วมเขียนบล็อกโพสต์การสัมมนาผ่านทางเว็บ จดหมายข่าว ฯลฯ

 

จะเห็นได้ว่า การทำ Seeding Marketing นั้นต้องอาศัยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการทำ เพื่อให้คอนเทนต์ที่ออกมานั้น สื่อถึงประสบการณ์ใช้จริงให้ได้มากที่สุด เพราะหากทำออกมาแล้วดูไม่สื่อถึงความเป็นจริง ดูโฆษณามากจนเกินไป อาจส่งผลด้านลบกับสินค้าและบริการได้

หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการทำ Seeding Marketing เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

5 เหตุผลทำไมธุรกิจควรจ้าง Outsource

Outsourcing คืออะไร?

Outsourcing คือการจ้างบริษัทหรือบุคลากรภายนอกองค์กรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้ามาทำงานแทนบางส่วนหรือทั้งหมดตามที่ตกลงไว้ และสิ่งสำคัญในการดำเนินการนั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมขององค์กรภายใน ซึ่งในปัจจุบันการ Outsoucing กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ เนื่องจากเป็นการจ้างงานที่สามารถเข้าถึงความต้องการในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี

โดยในบทความนี้จะพูดถึง 5 เหตุผลทำไมธุรกิจควรจ้าง Outsource

1. ช่วยลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้การทำงานในรูปแบบของ Outsource ได้รับความนิยมในปัจจุบัน นั่นคือความสามารถในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของบริษัทได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมาใหม่ สามารถจ้างคนนอกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้โดยตรง เพราะการที่บริษัทจะต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมาใหม่นั้น นอกจากค่าจ้างหรือเงินเดือนพนักงานประจำที่บริษัทต้องจ่ายแล้ว ยังคงมีต้นทุนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการต่าง ๆ การขึ้นเงินเดือนประจำปี โบนัส ซึ่งทางบริษัทจะต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมอีกด้วย

2. ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานที่ไม่ต่อเนื่อง

หมดกังวลสำหรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่พนักงานทำงานไม่ต่อเนื่อง เช่น ขาด ลา มาสาย หรือลาออกกลางคัน ซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานต่าง ๆ ของธุรกิจหยุดชะงักลงไปได้ เพราะบริษัท Outsource จะช่วยคุณในการจัดสรรพนักงานใหม่มารับช่วงต่อแทนได้อย่างทันที ทำให้คุณมั่นใจได้เลยว่างานชิ้นนี้ไม่มีทางที่จะบกพร่องหรือตกหล่นอย่างแน่นอน

3. เข้าถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ในหลาย ๆ ครั้งธุรกิจของคุณอาจมีความต้องการที่จะทำสิ่งใหม่ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร บุคลากรภายในองค์กรไม่มีความรู้ ความสามารถมากพอ อาจทำให้การดำเนินงานนั้นเป็นไปอย่างผิดวิธีหรือทำให้งานล่าช้ากว่าปกติ เพราะในบางงานนั้นต้องอาศัยทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การเลือกใช้ Outsource จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณจะได้พนักงานชั่วคราวที่มีความสามารถและชำนาญในด้านนั้น ๆ มากเป็นพิเศษ ซึ่งจะส่งผลให้ศักยภาพของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

4. ลดความซับซ้อนในการสื่อสาร

ในบางครั้งบริษัทที่มีพนักงานจำนวนมากอาจส่งผลให้เกิดความยุ่งยากในการบริหารและจัดการ ตัวอย่างเช่นในบางองค์กรที่จะต้องมีการขออนุญาตหรือตรวจสอบจากหลากหลายแผนกก่อนการเริ่มงาน ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้า ดังนั้นการจ้าง Outsource จึงเป็นตัวช่วยในการตัดปัญหาเหล่านี้ได้ สามารถติดต่อสื่อสารกับทีม Outsource ได้เลยทันที ลดความซับซ้อนในการสื่อสารได้ในทุกๆแผนกขององค์กร 

5. สามารถเริ่มงานได้ทันที

ในการทำธุรกิจบางครั้งอาจเกิดอุปสรรคต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เริ่มดำเนินงานได้ช้าลง เช่น ต้องการจ้างพนักงานใหม่ บริษัทต้องรอให้พนักงานใหม่หมดสัญญาจากบริษัทเก่าก่อน ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจของคุณเริ่มดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้ช้าลง และอาจทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ ดังนั้นการจ้าง Outsource จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถเริ่มดำเนินการต่าง ๆ ได้ทันที เนื่องจาก Outsource จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสำหรับงานนั้น ๆ ซึ่งคุณไม่ต้องเสียเวลาในการเทรนด์พนักงานใหม่ตั้งแต่ต้น 

หากคุณสนใจในการจ้างทีม Outsource ที่ Fastwork For Business เรามี Outsource ระดับคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายประเภทงาน ไม่ว่าจะเป็นกาทำกราฟิก, ออกแบบโลโก้, การทำ Social Commerce ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ, การดันยอดขายผ่าน Influencer & KOL และอีกมากมาย ครบจบในที่เดียว ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้ Fastwork For Business เป็นผู้ช่วยในการพัฒนาธุรกิจของคุณ 

เทรนด์ของขวัญ ของพรีเมี่ยมสำหรับธุรกิจ ปี 2021

ในปัจจุบันของพรีเมี่ยม ของขวัญ ถูกนำมาใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ  ในทางธุรกิจ เช่น การใช้ของพรีเมี่ยมสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ เพื่อการรับรู้แบรนด์ แจกเพื่อขอบคุณลูกค้า งานแกรนด์โอเพนนิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำ ดูโดดเด่นเมื่อนำไปใช้งาน และผู้รับสามารถใช้งานของสิ่งนั้นได้จริง จะเห็นได้ว่าของพรีเมี่ยม นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้รับได้ด้วยเช่นกัน บทความนี้เราจึงได้รวบรวมเทรนด์ของขวัญ ของพรีเมี่ยมสำหรับธุรกิจ ในปี 2021 จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1. ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ

ในปัจจุบันผู้คนให้ความใส่ใจกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คนส่วนใหญ่หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ แทนการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ยาก ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นของขวัญ ของพรีเมี่ยมที่เป็นมิตรต่อโลก ยกตัวอย่างเช่น สมุดโน้ตหรือปากการีไซเคิล กล่องข้าวจากฟางข้าวสาลี เป็นต้น

2. สินค้าเกี่ยวกับการป้องกัน COVID-19

สินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวันในยุค New Normal เพราะสินค้าส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพกติดตัวอยู่เป็นประจำ เพราะนอกจากจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงแล้วยังสามารถโปรโมทชื่อแบรนด์ลงบนสินค้าได้อีกต่างหาก ยกตัวอย่างสินค้าเช่น หน้ากากอนามัยแบบผ้า เจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ เครื่องพ่นสำหรับฆ่าเชื้อ เป็นต้น

3. กระเป๋าผ้า

กระเป๋าผ้าถือเป็นของพรีเมี่ยมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะต้นทุนนั้นไม่สูงมาก และยังดูดีในด้านการทำแบรนด์อีกด้วย ซึ่งหากกระเป๋าพรีเมี่ยมมีโลโก้และข้อมูลของแบรนด์ จะช่วยให้การทำแบรนด์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และลูกค้าที่ได้รับของและใช้ของชิ้นนี้ เมื่อเห็นแล้วจะนึกถึงแบรนด์ของคุณอยู่เสมอ

4. แก้วน้ำ กระบอกน้ำ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าของขวัญหรือของพรีเมี่ยมที่สามารถเข้าได้กับทุกธุรกิจหรือทุกแบรนด์นั่นคือ แก้วน้ำ ซึ่งนับเป็นของพรีเมี่ยมที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด เพราะสามารถใช้งานได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และที่สำคัญยังสามารถลดขยะและลดภาวะโลกร้อนจากการใช้แก้วครั้งเดียวแล้วทิ้ง หันมาใช้แก้วน้ำหรือกระบอกน้ำแทน

5. สมุดโน้ต

แม้ว่าปัจจุบันจะมีมือถือหรือแม้แต่แท็บเล็ต สมุดโน้ตก็ยังคงได้รับความนิยมในการทำเป็นของขวัญ ของพรีเมี่ยมอยู่ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับจดบันทึก เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต บันทึกเรื่องงาน หรือการเขียนไดอารี่รายวัน เป็นของขวัญที่จะทำให้คนที่ได้รับ รู้สึกว่าได้รับของที่ดี สามารถเก็บไว้ได้นาน นำมาใช้ได้ตลอดเมื่อต้องการ

6. สินค้า IT

จากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องก้าวตามให้ทันกับเทคโนโลยีให้มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ไม่ล้าหลัง โดยสินค้าในกลุ่มนี้ค่อนข้างมีความหลากหลาย เนื่องจากต้องมีลูกเล่นสำหรับเทคโนโลยีต่าง ๆ ยกตัวอย่างสินค้าเช่น Power bank, แท่นชาร์จไร้สาย, หูฟังไร้สาย, สายชาร์จ เป็นต้น

7. สินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ

กระแสของเทรนด์การรักสุขภาพเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจไม่แพ้กับกลุ่มอื่น ๆ เพราะคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ยิ่งในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ผู้คนให้ความสำคัญในด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นไ้ดชัด ตัวอย่างสินค้าเช่น กระบอกน้ำ กล่องข้าว กระเป๋ากีฬา อุปกรณ์กีฬา เป็นต้น

ของพรีเมี่ยมนับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้ผู้รับรู้สึกถึงความพิเศษ(Limited) จากทางแบรนด์ ทำให้คนสามารถจำตราของสินค้าเราได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากของพรีเมี่ยมถูกออกแบบมาได้อย่างถูกต้องและสวยงาม ไม่ดูขายของมากจนเกินไป ผู้รับก็จะนำของชิ้นนั้นไปใช้งานจริง ทำให้สามารถเพิ่มโอกาสให้คนอื่น ๆ เห็นแบรนด์ของเราไปอย่างแพร่หลายอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหานักออกแบบผลิตภัณฑ์ ของขวัญ ของพรีเมี่ยม ครบวงจร เรามีผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยคุณวิเคราะห์ ค้นหาสิ่งที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม และการใช้งาน รูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร ในราคาที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ให้  Fastwork For Business ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ

สามารถเลือกชมก่อนได้ที่ https://www.fastworkbusiness.com/packaging-label-design/